Skip to content
การศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacy
  • Creative Learning
    Everyone can be an EducatorUnique TeacherUnique SchoolCreative learningLife Long Learning
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Growth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learningCharacter building21st Century skillsEducation trendLearning Theory
  • Life
    How to enjoy lifeMyth/Life/CrisisLife classroomHealing the traumaRelationship
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
การศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacy
Family Psychology
23 April 2026

Empty Nest Syndrome: ภาวะใจสลาย ในวันที่ลูกออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง

เรื่อง ยุรพร ยมนาค ภาพ พิมพ์พาพ์

  • Empty Nest Syndrome (ภาวะรังว่างเปล่า) คือความท้าทายช่วงวัยกลางคนของพ่อแม่ เมื่อลูกๆ ต้องออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง โดยเปรียบเทียบกับการที่ลูกนกต้องโผบินจากรังเมื่อเติบโต ทิ้งไว้แต่ความว่างเปล่า
  • พ่อแม่ที่ยังไม่สามารถปรับตัวให้คุ้นเคยกับการไม่มีลูกอยู่ในบ้านได้ อาจแสดงออกในลักษณะผสมผสานระหว่าง ความเหงา โดดเดี่ยว วิตกกังวล โศกเศร้า โหยหา ว่างเปล่าและไร้คุณค่า ไปจนถึงการสูญเสียเป้าหมายในชีวิต
  • บทความนี้ชวนสำรวจความซับซ้อนทางอารมณ์ที่เกิดขึ้น วิธีรับมือ และแนวทางปฏิบัติเพื่อรักษาสมดุลชีวิตของพ่อแม่ รวมไปถึงการสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการใช้ชีวิตส่วนตัว และสร้างสัมพันธภาพที่ดีภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของครอบครัว

แน่นอนว่าพ่อแม่มีความปรารถนาให้ลูกทุกคนเจริญเติบโต พร้อมที่จะออกไปเผชิญโลกภายนอกได้ด้วยตัวเอง แต่เมื่อช่วงชีวิตที่สำคัญช่วงหนึ่งของพ่อแม่ได้สิ้นสุดลงไปพร้อมกับการที่ลูกๆ เติบโตและออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยหน้าที่การเรียน การทำงาน หรือการสร้างครอบครัวใหม่ พ่อแม่หลายคนกลับพบความยากลำบากในการปล่อยให้พวกเขาออกจากบ้านไป

ความรู้สึกกังวลใจ คิดถึง และเศร้าเสียใจเกิดขึ้นเมื่อบ้านเริ่มว่างเปล่าและเงียบงัน พ่อแม่หลายคนเหงาและโหยหาช่วงเวลาที่เคยอยู่ร่วมกัน ราวกับว่าพลังชีวิตได้หายไปอย่างไม่ทันตั้งตัว ถือเป็นอีกหนึ่งระยะเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในวงจรชีวิตครอบครัว ที่ส่งผลต่อการปรับตัวของพ่อแม่ เป็นต้นว่า การเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันที่เคยใช้ร่วมกับลูก การเปลี่ยนแปลงเป้าหมายส่วนตัวของพ่อแม่ รวมไปถึงการปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว และความความยากลำบากทางสังคม 

ภาวะเช่นนี้ถูกเรียกว่า ‘Empty Nest Syndrome’ แปลแบบตรงตัวว่า ‘ภาวะรังว่างเปล่า’ เป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่ต้องเผชิญหน้ากับอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อนในวันที่ลูกก้าวออกไปจากบ้าน ซึ่งหากไม่มีการจัดการอย่างเหมาะสมอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต รวมถึงโรคซึมเศร้าได้

Empty Nest Syndrome ปรากฏการณ์ทางอารมณ์ที่ไม่ควรมองข้าม

ในเชิงวิชาการ Empty Nest Syndrome ได้รับการจำกัดความว่า ‘เป็นปรากฏการณ์เชิงอัตวิสัยที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาของพ่อแม่ต่อการออกจากบ้านไปของลูกๆ’ 

อธิบายถึงปฏิกิริยาการตอบสนองทางอารมณ์และพฤติกรรมของพ่อแม่แต่ละคนตามประสบการณ์และความรู้สึกส่วนตัว ประกอบไปด้วยความซับซ้อนทางอารมณ์และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาหนึ่ง นับตั้งแต่ที่ลูกคนเดียวหรือลูกคนสุดท้ายได้ย้ายออกจากบ้านไป และอาจดำเนินต่อเนื่องยาวนานได้ถึง 2 ปี

คำว่า ‘Empty Nest’ ได้รับการกล่าวถึงครั้งแรกในหนังสือของ Dorothy Canfield ชื่อ Mothers and Children ในปี 1914  และแนวคิด ‘Empty Nest Syndrome’ ได้รับการนำเสนออย่างเป็นทางการโดยนักวิจัยในทศวรรษ 1930 

จากนั้นการศึกษาวิจัยในปี 1949 ‘Empty Nest’ ได้ถูกรวมเข้ามาเป็นขั้นตอนหนึ่งในวงจรชีวิตครอบครัว และในช่วงทศวรรษ 1970 แนวคิดนี้

มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ และเป็นอาการที่พบได้ทั่วไปกลุ่มแม่ที่ลูกคนสุดท้ายเพิ่งออกจากบ้านไป Dr. Kyle Bradford Jones แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว จากมหาวิทยาลัยยูทาห์ ได้กล่าวถึงปรากฏการณ์ของ Empty Nest Syndrome ว่า ‘เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยากลำบากสำหรับพ่อแม่หลายคน และสามารถพัฒนารุนแรงไปสู่ภาวะซึมเศร้า และวิตกกังวล’

ที่น่าสนใจคือปรากฏการณ์รังว่างเปล่าในสังคมตะวันตกและในประเทศแถบเอเชีย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยืนยันโดยบทความของ Andree Hartanto และคณะ ในนาม Singapore Management University ซึ่งอ้างอิงจากข้อมูลทางประชากรศาสตร์ ปี 2024 

สำรวจความวุ่นวายทางอารมณ์ Empty Nest Syndrome

แม้ว่า Empty Nest จะเป็นปรากฏการณ์เปลี่ยนผ่านในชีวิตครอบครัวเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง และไม่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางการแพทย์ แต่ ‘ภาวะรังว่างเปล่า’  ได้สะท้อนถึงการสูญเสียบทบาทสำคัญของการเป็นพ่อแม่ และก่อให้เกิดปัญหาอย่างมากต่อการปรับสภาพจิตใจ เนื่องจากเป็นครั้งแรกของผู้เป็นพ่อแม่ต้องเผชิญกับชีวิตที่ไม่มีลูกอยู่ด้วยในบ้าน หลังจากที่อยู่ด้วยกันมาตลอดเกือบ 20 ปี 

โดยเฉพาะในกลุ่มของพ่อหรือแม่ที่อยู่บ้านเลี้ยงลูก รวมไปถึงบรรดาพ่อเลี้ยงเดี่ยว-แม่เลี้ยงเดี่ยวหลายๆ คน ซึ่งใช้เวลาอยู่กับลูกมาอย่างยาวนานมากกว่าสิบปี จึงมีความยากลำบากในการปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศในบ้านที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อไม่มีลูกอยู่ด้วย ก่อให้เกิดความอ้างว้างเงียบเหงา และโหยหาปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันที่ผ่านมากับลูก

โดยพ่อแม่ที่ยังไม่สามารถปรับตัวให้คุ้นเคยกับการไม่มีลูกอยู่ในบ้านได้ อาจแสดงออกในลักษณะผสมผสานระหว่าง ความเหงา โดดเดี่ยว วิตกกังวล โศกเศร้า โหยหา ว่างเปล่าและไร้คุณค่า ไปจนถึงการสูญเสียเป้าหมายในชีวิต

สูญเสียบทบาทสำคัญในชีวิตลูก

จากที่เคยรับรู้มาตลอดว่า ลูกทำอะไรหรืออยู่ที่ไหน ลูกจะรู้สึกอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร ระดับการมีส่วนร่วมเหล่านี้ถูกลดลงไปอย่างฉับพลัน จนเกิดเป็นความรู้สึกที่ว่า ตนเองจะไม่สามารถปกป้องหรือจัดเตรียมทุกอย่างให้ลูกได้เต็มที่ รวมไปถึงการควบคุมดูแลชีวิตของลูกนั้น ถูกจำกัดให้แคบลงไปจนกลายเป็นไม่สามารถควบคุมได้เลย ราวกับว่าไม่มีอะไรที่สามารถทำได้อีกต่อไป 

ทุกข์ใจเมื่อมองตัวเองไร้ค่า

ความรู้สึกอย่างหนึ่งที่อาจเกิดกับพ่อแม่ในช่วงเวลานี้ คือการที่พ่อแม่รับรู้ว่าลูกเริ่มพึ่งพาผู้อื่น เช่น การขอคำแนะนำ การปลอบโยน และสิ่งอื่นๆ ที่เคยเป็นขอบข่ายของพ่อแม่นั้น อาจนำไปสู่ความสิ้นหวังและรู้สึกไร้ความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการติดต่อสื่อสารระหว่างพ่อแม่กับลูก เกิดช่องว่างและระยะห่างออกไป  

พลังงานครอบครัวเริ่มจางหาย

ในบางกรณี มีแนวโน้มที่จะเกิดความห่างเหินในชีวิตคู่ เนื่องจากเป้าหมายร่วมกันในชีวิตพ่อแม่หายไป ตารางชีวิตว่างเปล่าอย่างเห็นได้ชัด หลังจากเป็นเวลาหลายปีที่งานอดิเรกและความบันเทิงส่วนตัวที่เคยทำร่วมกันของพวกเขาในฐานะคู่สมรส ถูกแทนที่ด้วยกิจกรรมของลูก ไม่ว่าจะเป็นการไปชมการแข่งขันและการแสดงของลูก หรือกิจกรรมนอกหลักสูตร 

ผลกระทบทางอารมณ์สังคม

ความตึงเครียดจากปัจจัยแวดล้อมทางสังคมที่กระทบต่อจิตใจของพวกเขา ยังกระทบต่อความสามารถในการปรับตัวและการดำเนินชีวิต เช่น อาจเกิดการตั้งคำถามกับเกี่ยวกับความรู้สึก ความเชื่อ และทัศนคติในบทบาทการเป็นพ่อแม่ ว่าตนเองอาจไม่ดีพอ หรือการขาดสมาธิจนไม่สามารถจัดการงานให้สำเร็จได้ บางคนอาจหมดความสนใจในสิ่งที่เคยชอบทำร่วมกับกลุ่มเพื่อน

‘แม่’ ในรังที่ว่างเปล่า มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าอย่างมาก

แม้ว่าภาวะรังว่างเปล่าจะเกิดขึ้นได้ทั้งกับพ่อแม่และอาจรวมไปถึงผู้ดูแลที่มีความใกล้ชิดกับเด็ก แต่ผลการศึกษาชี้ว่า แม่มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับภาวะนี้ได้มากกว่า และพัฒนาไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้มากกว่า เนื่องจากการปรับตัวที่ทำได้ไม่ดีนัก รวมไปถึงเงื่อนไขทางสังคมวัฒนธรรม ซึ่งบางงานวิจัยอ้างถึงค่านิยมทางสังคมแบบดั้งเดิม ที่มักวางบทบาท ‘การเป็นแม่’ ไว้เป็นศูนย์กลางของชีวิตผู้หญิง ทำให้เธอรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลลูกๆ เป็นหลัก ตั้งแต่แรกเกิดและทุกช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต จึงมีความเป็นไปได้ที่จะมองว่า ‘ความเป็นแม่’ คือบทบาทสำคัญที่สุดของตนเอง 

การที่ลูกๆ ย้ายออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองนั้น อาจทำให้แม่มองว่าเป็นการเกษียณตัวเองจากบทบาทสำคัญในชีวิต โดยที่ตัวเองไม่ได้ยินยอม รู้สึกว่างานที่สำคัญที่สุดของตนเองได้จบลงแล้ว ความภาคภูมิใจในตนเองและความรู้สึกมีคุณค่าของเธอได้ถูกลดทอนลงไปในทันที เสมือนไร้ตัวตน เป้าหมายในชีวิตเลือนลาง ไม่แน่ใจว่าอนาคตของตนเองจะมีความหมายอย่างไร 

ราวกับว่าเธอได้ ‘สูญเสียความเป็นแม่’ ซึ่งเป็นความรู้สึกสูญเสียอย่างลึกซึ้งของผู้หญิงวัยกลางคน เมื่ออัตลักษณ์ของพวกเธอซึ่งหยั่งรากลึกในความเป็นแม่ ได้ถูกทำลายลง

5 ขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่าน จากวิกฤตสู่กระบวนการฟื้นฟู

ผลการวิเคราะห์ในรายงานการวิจัย ‘Empty nest syndrome: A concept analysis’ ปี 2024 โดย Khatir MA และคณะ แสดงให้เห็นว่า Empty Nest Syndrome เป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากวิกฤตไปสู่การฟื้นฟูตนเองที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน 5 ขั้นตอนตามลำดับ ดังนี้

1) ระยะของความเศร้าโศก หรือปฏิเสธไม่ยอมรับ 

2) การรู้สึกถึงความสูญเสีย หรือแสดงพฤติกรรมเฉื่อยชา 

3) การระงับอารมณ์ หรือพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น  

4) การปรับตัว 

5) ความโล่งใจ

ระยะแรก เป็นช่วงของความเศร้าโศก (Mourning reaction) หรือ ปฏิกิริยาต่อต้าน (Resistance reaction) ซึ่งพ่อแม่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในกิจวัตรประจำวันโดยปราศจากลูกๆ เนื่องจากเวลาและพลังงานที่พวกเขาทุ่มเทให้กับลูกๆ มาอย่างยาวนาน ได้หยุดชะงักลง

พ่อแม่บางคนอาจเข้าสู่ช่วงของปฏิกิริยาต่อต้าน เพื่อปกป้องจิตใจจากความวิตกกังวล ความกลัว หรือความไม่แน่นอน ด้วยการพยายามต่อต้านหรือไม่ยอมรับสิ่งที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจหรือความจริงบางอย่าง ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติในขณะที่เราพยายามจัดการกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก

ขั้นตอนที่สองของกระบวนการนี้คือ ภาวะสูญเสีย (Sense of loss) โดยรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างในชีวิตขาดหายไป ความรู้สึกสูญเสียเหมือนว่าลูกได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ พร้อมกับความรู้สึกว่างเปล่าในใจ ไม่สามารถเชื่อมโยงตนเองกับคนรอบข้างหรือโลกรอบตัวได้อีก จนกระทั่งหมดหนทางที่จะจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ  

หรืออาจเป็นไปในอีกลักษณะหนึ่งคือ พฤติกรรมเฉื่อยชา (Passive behaviors) แสดงออกด้วยการเพิกเฉย ไม่ต้องการรับรู้ และหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญกับกับเหตุการณ์สะเทือนใจ

ต่อมาในขั้นตอนที่สาม Sublimation behaviors เป็นการระงับความความรู้สึกที่ไม่พึงปรารถนา ที่เกิดจากความตึงเครียดทางอารมณ์หรือความวิตกกังวล โดยจัดการกับความรู้สึกด้านลบให้แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมเชิงบวก เช่น การเปลี่ยนพลังความโกรธไปกับการออกกำลังกาย หรือระบายความโศกเศร้าออกมาทางบทกวี ดนตรีหรือภาพวาด 

ในทางตรงกันข้าม พวกเขาอาจแสดงพฤติกรรมหุนหันพลันแล่น (Impulsive behaviors) เช่น การกินหรือซื้อของมากเกินไป การพูดเกินจริงเกี่ยวกับปัญหา หรือโกรธและหงุดหงิดฉุนเฉียว และพยายามเบี่ยงเบนความสนใจตัวเองจากสถานการณ์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้

ขั้นตอนที่สี่คือการปรับตัว (Adaptation) หมายถึง พ่อแม่ยอมรับได้ว่าการจากไปของลูกๆ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แม้ความรู้สึกบางอย่างยังคงอยู่ก็ตาม หากแต่พยายามเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลง พวกเขาจะไม่ปฏิเสธหรือต่อสู้กับความเศร้าโศกอีกต่อไป มีความชัดเจนในการรับมือ เช่น เริ่มต้นจัดระเบียบชีวิตใหม่ กลับไปทำกิจวัตรประจำวัน ตระหนักถึงความจำเป็นในการดูแลตนเอง 

และท้ายที่สุดเข้าสู่ระยะโล่งใจ (Relief) เป็นขั้นแห่งการปลดปล่อยและเป็นอิสระจากสภาพอารมณ์และความรู้สึกที่ตึงเครียด อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความมั่นคงทางอารมณ์ พ่อแม่จะมีจิตใจที่สงบสุขุมมากขึ้น เห็นคุณค่าของความสุขและความสัมพันธ์ในความทรงจำที่เคยมีร่วมกัน และเห็นโอกาสใหม่ๆ ในชีวิตข้างหน้า เริ่มวางแผนสำหรับก้าวต่อไป

อาจสังเกตได้ว่า ในระยะต้นของวิกฤต พ่อแม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากความเศร้าโศก ความสูญเสีย และความเหงา อย่างกะทันหัน ก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายทางความคิด พฤติกรรมและอารมณ์ การตอบสนองในช่วงต้นจึงเป็นไปในสองทิศทางหรืออาจตรงข้ามกัน

และเมื่อเข้าสู่ระยะของการฟื้นฟู พบว่าพ่อแม่ลดแรงต้านลง มองเห็นสถานการณ์ตามที่เป็นจริงมากขึ้น เป็นการโอบรับสถานการณ์เพื่อเยียวยาและเติบโต และอาจเป็นช่วงเวลาแห่งความปิติยินดี เห็นความเป็นอยู่ที่ดีชึ้นของลูก นำมาซึ่งความภาคภูมิใจ

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่ากระบวนการดังกล่าวข้างต้น เกิดขึ้นแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ไม่ใช่พ่อแม่ทุกคนที่จะประสบกับขั้นตอนเหล่านี้ในลักษณะเดียวกันหรือในลำดับเดียวกัน กล่าวคือ บุคคลหนึ่งอาจแสดงปฏิกิริยาทางอารมณ์และพฤติกรรมที่รุนแรง ตั้งแต่การแยกจากเกิดขึ้น ในขณะที่บางคนอาจยอมรับจากไปของลูกได้และปรับตัวได้ตั้งแต่ช่วงต้น โดยอาจก้าวข้ามไประยะที่สี่ หรือเข้าสู่ระยะสุดท้ายได้อย่างง่ายดาย เช่นในกรณีของกลุ่มพ่อแม่ที่เตรียมตัวรับมือกับการจากไปของลูกๆ ไว้ล่วงหน้า 

ทั้งนี้ ด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างกันของพ่อแม่และลูก ประกอบด้วยลักษณะทางกายภาพ สภาวะจิตใจ และลักษณะทางประชากรศาสตร์ (ลักษณะเฉพาะของกลุ่มประชากร) เช่น อายุ อาชีพ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้ เชื้อชาติ และถิ่นที่อยู่ ล้วนมีอิทธิพลต่อปฏิกิริยาของพวกเขาต่อการจากไปของลูกๆ รวมถึงสาเหตุของการจากไปของลูก ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก โรคเรื้อรัง และความเครียดร่วม เช่น การเกษียณอายุและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ได้จากงานวิจัยคือ Empty Nest Syndrome เป็นวิกฤตการณ์ที่ค่อยเป็นค่อยไป การเรียนรู้กระบวนการดังกล่าวข้างต้น อาจช่วยให้พ่อแม่เข้าใจภาวะอารมณ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปได้ดียิ่งขึ้น และหาแนวทางรับมือต่อไป 

วิธีการรับมือและปรับตัว เพื่อรักษาสมดุลชีวิตของพ่อแม่ 

ในขณะที่ กระบวนการเปลี่ยนผ่านในชีวิตของพ่อแม่ไปสู่ภาวะรังว่างเปล่านั้นมีความซับซ้อน และผันผวนแปรปรวนเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะด้วยอิทธิพลทางสังคมและวัฒนธรรม การเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ หรือข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ข้อมูลจากผลการศึกษาได้นำเสนอการพัฒนาวิธีการรับมือ ปัจจัยที่ส่งเสริมการปรับตัว และแนวทางปฏิบัติ ซึ่งอาจเป็นตัวช่วยลดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์จากกลุ่มอาการนี้ เพื่อรักษาสมดุลคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดี 

  • การวางแผนเตรียมตัวรับมือ 

พ่อแม่สามารถเสริมสร้างความผูกพันในครอบครัวให้แข็งแกร่ง ก่อนที่ลูกๆ จะแยกออกไป รวมถึงการปรับตัวเล็กๆ น้อยๆ ของพ่อแม่ ในช่วงเวลาที่ลูกคนอื่นๆ ยังอาศัยอยู่ เพื่อรองรับวันที่บ้านจะว่างเปล่าจากลูกๆ ทุกคน จะช่วยลดความตกใจเมื่อลูกคนสุดท้ายย้ายออกไป 

หน้าที่การงาน สามารถช่วยเบี่ยงเบนความเหนื่อยล้าทางจิตใจในช่วงเวลาที่ลูกๆ ออกจากบ้านไปแล้ว ทั้งในรูปแบบงานบ้านที่ต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้น จากที่เคยมีลูกเป็นผู้ช่วย หรือการกลับไปทำงานประจำอีกครั้ง โดยพบว่าพ่อแม่ที่ไม่ได้ทำงานได้รับผลกระทบจากภาวะรังว่างเปล่ามากกว่าพ่อแม่ที่ทำงาน 

การดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ โดยรักษากิจวัตรประจำวัน เช่น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายเป็นประจำ การหันมาใส่ใจดูแลตัวเองทั้งด้านสุขอนามัยและรูปลักษณ์ภายนอก มีข้อมูลรองรับว่า สามารถลดฮอร์โมนความเครียด บรรเทาความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้า ส่งผลโดยตรงต่อทัศนคติต่อตัวเองและประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิต

ค้นหาความท้าทายใหม่ๆ โดยอาจพิจารณาเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมใหม่ๆ หรืองานอาสาสมัคร การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจะช่วยให้คุณค้นพบเป้าหมายใหม่ๆ และย้ำเตือนว่าตนเองมีความสามารถในการพัฒนาและเติบโต

  • ปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมการปรับตัว 

ในงานวิจัยฉบับ Preprints (Research Square) ปี 2025 หัวข้อ Transitioning to the Empty Nest Period: Parents’ ของ Mustafa Taha Şen และคณะ พบว่า การสนับสนุนทางสังคมและการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน เอื้ออำนวยให้การปรับตัวเป็นไปได้ง่ายขึ้น 

โดยงานวิจัยเน้นย้ำว่า “แท้จริงแล้ว การสนับสนุนทางสังคม มีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประสบกับความยากลำบากทางอารมณ์”  

ความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพที่ได้รับจากเพื่อนๆ และสมาชิกในครอบครัว เป็นแรงส่งเสริมให้เกิดการการรับรู้ว่าตนเองได้รับความรัก ความเอาใจใส่ ความผูกพัน ไม่ว่าจะเป็น การได้รับการตอบสนองอย่างเข้าอกเข้าใจ จากการพูดคุยกับคู่สมรส หรือจากการแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวและให้กำลังใจซึ่งกันและกันในกลุ่มเพื่อน แฝงไว้ด้วยพื้นที่ปลอดภัยและไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ท่ามกลางความยากลำบากของตัวเอง 

เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังเชื่อมโยงกับผู้คนรอบตัว เกิดการตื่นตัวที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างแข็งขัน เพื่อมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพหรือการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีเป้าหมายและมีตัวตนสังคม เรียกได้ว่าทั้งมีประโยชน์และสนุกสนาน ทั้งการดูแลสุขภาพ การเรียนรู้ฝึกอบรม หรือกลุ่มงานอดิเรกทางสังคมวัฒนธรรม นอกจากจะช่วยให้การปรับตัวเป็นไปได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังส่งเสริมความรู้สึกมีคุณค่าและมีความภาคภูมิใจในตนเองมากขึ้น ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญในการลดความรู้สึกว่างเปล่าอีกด้วย

  • แนวทางปฏิบัติ

จากผลการศึกษาวิจัยนี้ชี้ถึงหลักสำคัญที่จะช่วยรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัวไว้ได้ ด้วยความตระหนักว่าวันที่ดียังรออยู่ข้างหน้า

ประเด็นที่สำคัญคือ การยอมรับการเปลี่ยนแปลงของชีวิต ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ได้ถึงความก้าวหน้าอย่างชัดเจนในปรับตัว แต่อาจไม่ง่ายนักสำหรับพ่อแม่หลายคนในระหว่างช่วงเวลานี้ หากให้เวลาตัวเองในการปรับตัว ไม่เร่งรัดกดดันหรือคาดหวังกับตัวเองมากเกินไป จะช่วยให้ประสบการณ์ทั้งหลายตกตะกอน เกิดความมั่นคงในความรู้สึก การยอมรับการเปลี่ยนแปลงก็จะเป็นไปได้ง่ายขึ้น และเมื่อถึงเวลานั้น พวกเขาจะค้นพบความสุขจากการที่ได้มองเห็นการมีชีวิตที่ดีของลูกๆ 

ผลการศึกษาพบว่า พ่อแม่หลายคน มีความรู้สึกทีดีต่อความเป็นอิสระของลูกๆ และมองว่าเป็นสัญญาณของความสำเร็จในการเลี้ยงดูลูก ซึ่งจะช่วยเพิ่มความภาคภูมิใจในตนเองของพ่อแม่ 

อีกประการหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำก็คือ การพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกๆ ในฐานะผู้ใหญ่ ด้วยการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ โดยรับฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง หรือให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ เฉพาะเจาะจง และนำไปปฏิบัติได้จริง และน้ำเสียงที่จริงใจ ภายใต้ความเคารพซึ่งกันและกัน คำนึงถึงพื้นที่ส่วนตัวของลูกโดยไม่เข้าไปแทรกแซงยุ่งเกี่ยวมากเกินไป 

สอดคล้องกับผลการวิจัยที่พบว่า การให้ความเป็นอิสระส่วนบุคคลช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก เมื่อพ่อแม่ทำได้เช่นนั้น การติดต่อกับลูกๆ อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งปรารถนาสูงสุดของพ่อแม่หลังจากที่ลูกๆ ย้ายออกไป ก็มีความเป็นไปได้

และเมื่อการสื่อสารไปในทิศทางบวก อาจเป็นโอกาสดีอีกก้าวหนึ่งของพ่อแม่ที่จะพัฒนาความใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ด้วยการวางแผนกิจกรรมครอบครัวให้สอดคล้องกับกิจกรรมของลูก เพื่อใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพ ทำความรู้จักกับลูกในแง่มุมใหม่ๆ เรียนรู้ที่จะสนุกไปกับลูกๆ ที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว  

สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ในช่วงเวลารังว่างเปล่า (Empty Nest Period) ไม่ควรมองข้ามก็คือ พวกลูกๆ ก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของตัวเองเช่นกัน เขากำลังเรียนรู้ที่จะจัดการชีวิตด้วยตัวเอง ให้เวลาพวกเขาได้ปรับตัว การให้เวลาเป็นตัวประสานและการยอมรับความจริง ส่งผลดีต่อทั้งสองฝ่าย

ปรับความรู้สึกว่างเปล่า เป็นประสบการณ์ทางอารมณ์ที่มาพร้อมโอกาสใหม่ๆ 

จากบทความในวารสารวิชาการทางการแพทย์ Medecin de famille ประเทศแคนนาดา ชี้ให้เห็นอีกมุมมองหนึ่งว่า แม้ภาวะรังว่างเปล่าจะเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย แต่ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความผิดปกติในการปรับตัวอย่างถาวร ในทางกลับกัน อาจเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับพ่อแม่บางคน 

ถึงแม้มุมมองของนักวิจัยต่อภาวะรังว่างเปล่าในยุคแรก อาจมองว่าเป็นปรากฎการณ์เชิงลบและกระทบกระเทือนจิตใจอย่างแท้จริง หากแต่การศึกษาวิจัยในระยะต่อมาจนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นแง่มุมที่ต่างออกไปและความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากขึ้น 

ดังจะเห็นได้จาก บางงานการวิจัยเผยให้เห็นทั้งความรู้สึกสูญเสียและความพึงพอใจในชีวิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับโอกาสใหม่ๆ ในชีวิตและการเติบโตส่วนบุคคล ในกลุ่มพ่อแม่ที่อยู่ในช่วงเวลารังว่างเปล่า 

เป็นต้นว่า หลังจากลูกๆ ออกจากบ้านไปแล้ว เปิดโอกาสให้พ่อแม่ได้กลับมาใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น เสริมสร้างความผูกพันทางอารมณ์ และการให้การสนับสนุนซึ่งกันและกันที่เพิ่มขึ้น ความพึงพอใจในชีวิตสมรสที่เพิ่มขึ้น โดยการวางแผนร่วมกันสำหรับการเดินทาง กิจกรรม หรืออนาคต

ในขณะที่สถานการณ์ภาวะซึมเศร้าเป็นวิกฤตสุขภาพจิตทั่วโลก พยาบาลวิชาชีพ ศุภัชญา ชูทอง โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า “ความเศร้าทำให้ผู้ปกครองบางท่านเก็บตัว เก็บความรู้สึกไว้กับตัวเอง ซึ่งจะยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลงไป แต่หากเราได้พูดคุยกันระหว่างพ่อแม่ลูกด้วยความคิดถึงและห่วงใย ก็ช่วยลดช่องว่างความห่างไกลได้”

อย่างไรก็ตาม หากพ่อแม่ยังไม่พร้อมพูดคุยกับลูกถึงความรู้สึกที่มี ก็สามารถพูดกับคนที่ไว้ใจ คนที่ยอมรับฟังและไม่ตัดสินเราทันทีได้ อย่างเช่น แพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญ ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่พ่อแม่จะได้ระบายความรู้สึกที่เก็บไว้ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคซึมเศร้าในอนาคต

อ้างอิง

Cultural contexts differentially shape parents’ loneliness and wellbeing during the empty nest period

The Dangers of Empty Nest Syndrome | University of Utah Health

Empty nest syndrome: A concept analysis

Empty Nest Syndrome | Psychology | Research Starters

Empty Nest Syndrome: When Your Unexpected Feelings of Loss Lead to the Very Real Symptoms of Depression and Grief

https://europepmc.org/article/pmc/pmc2306289

Family Life Cycle | HealthLink BC

https://psycnet.apa.org/record/1979-06475-001

https://www.manarom.com/blog/empty_nest_syndrome.html

https://www.rama.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/09042014-1017

https://www.researchsquare.com/article/rs-7819738/v1

Tags:


Author:

illustrator

ยุรพร ยมนาค

Illustrator:

illustrator

พิมพ์พาพ์

เป็นลูกคนเดียวจากแม่เลี้ยงเดี่ยว เรียกตัวเองว่านักวาดภาพประกอบที่ชอบวาดคนหน้าแมว เผลอเสียน้ำตาให้กับหนังครอบครัวอยู่บ่อยๆ

Related Posts

  • Family Psychology
    NET PAMA RESCUE ชวนเปลี่ยนความหวังดีที่ชวนทะเลาะ เป็นการสื่อสารที่โอบอุ้มหัวใจลูก

    เรื่อง ผ่องอำไพ รำพรรณ์

  • Family Psychology
    เลี้ยงลูกยุค AI ไม่ต้องเก่งเทคโนโลยีมากก็ได้ ขอแค่เปิดกว้าง ปิดความอ้างว้าง สร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย

    เรื่อง ศุภณัฐ เติมชัยอนันต์ ภาพ ninaiscat

  • Early childhood
    เข้าใจการเติบโตของเด็ก ผ่านใจและจิต ผ่านพลังของ ‘ศิลปะ’: ครูมอส อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี

    เรื่อง The Potential ภาพ ปริสุทธิ์

  • อ่านความรู้จากบ้านอื่น
    เลี้ยงลูกอย่างมีเป้าหมาย สอนให้เขาแพ้เป็น เปลี่ยนเด็กไฮเปอร์เป็นนักกอล์ฟรุ่นจิ๋ว: คุยกับ ‘พ่อขงจื้อ-แม่น้อง’

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Dear Parents
    ปลดปล่อยตัวเองจากความคาดหวัง เพราะบางครั้งพ่อแม่ก็คือผู้ใหญ่ในร่างเด็กแปดขวบที่โตแต่ตัว

    เรื่อง อัฒภาค ภาพ ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล

  • Creative Learning
  • Life
  • Family
  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel