Skip to content
ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์
  • Creative Learning
    Creative learningLife Long LearningEveryone can be an EducatorUnique TeacherUnique School
  • Family
    Early childhoodHow to get along with teenagerอ่านความรู้จากบ้านอื่นFamily PsychologyDear Parents
  • Knowledge
    Character building21st Century skillsEducation trendLearning TheoryGrowth & Fixed MindsetGritEF (executive function)Adolescent BrainTransformative learning
  • Life
    Life classroomHealing the traumaRelationshipHow to enjoy lifeMyth/Life/Crisis
  • Voice of New Gen
  • Playground
    BookMovieSpace
  • Social Issues
    Social Issues
  • Podcasts
ปม(trauma)Adolescent Brainโฮมสคูลมายาคติการเป็นแม่ชีวิตการทำงานความรู้สึกส่วนหนึ่งของการเรียนรู้การฟังและตั้งคำถามพัฒนาการgeneration gappublic spaceการสื่อสารอย่างสันติ(Nonviolent Communication)ไวรัสโคโรนา(โควิด-19)ปฐมวัยวัยรุ่นeco literacyการศึกษากลุ่มประเทศนอร์ดิกเทคนิคการสอนแบบแผนทางความสัมพันธ์
Social Issues
9 February 2026

ครูต้องมีใจเมตตา ห้องเรียนต้องเปิดกว้าง ยืดหยุ่น และโอบรับเด็กทุกโจทย์ชีวิต: ผอ.สุทิสา สุธาบูรณ์ โรงเรียนเนกขัมวิทยา

เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • “คำว่า ‘ครู’ มันมากกว่าการให้ความรู้ ทำอย่างไรให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม แล้วก็จบการศึกษาได้”
  • ผอ.สุทิสา สุธาบูรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเนกขัมวิทยา ใช้ 6 รูปแบบการศึกษายืดหยุ่น เรียนรู้ตามบริบทชีวิตจริง ดูแลเด็กที่เสี่ยงออกกลางคัน และเด็กที่หลุดออกจากระบบ ประคับประคองจนจบในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
  • ผอ.สุทิสา เชื่อว่า การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเรียนในห้องเรียนสี่เหลี่ยม และเรียนรู้กับคุณครูเท่านั้น ทุกคนสามารถเป็นครูเด็กได้หมด เด็กสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ แต่สิ่งที่โรงเรียนต้องทำคือ การเชื่อมโยงสิ่งที่เด็กเรียนรู้จากนอกห้องเรียนกับมาตราฐานตัวชี้วัดตามหลักสูตรให้ได้

“การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น คือทุกคนเป็นครูได้หมด ไม่ใช่แค่ครูที่อยู่ในโรงเรียน ซึ่งคำว่ายืดหยุ่น ยืดหยุ่นอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องบวกด้วยเมตตา บวกด้วยหัวใจของความเป็นครู ที่จะพาเด็กๆ ทุกคนให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมกัน พัฒนาเขา ทำให้เขาสามารถที่จะมีวุฒิการศึกษา จบการศึกษาแล้วไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองได้ต่อไปในอนาคต”

นี่คือแนวคิดในการจัดการศึกษาของ ผอ.สุทิสา สุธาบูรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเนกขัมวิทยา จ.ราชบุรี ที่ใช้หลักการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ เพื่อรั้งเด็กที่เสี่ยงออกกลางคันให้ยังอยู่ในโรงเรียน ดึงเด็กที่หลุดออกจากระบบให้กลับเข้าสู่เส้นทางการศึกษา พร้อมประคับประคองให้พวกเขาได้เรียนจบในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ด้วยความเชื่อว่า “เด็กทุกคนสามารถพัฒนาได้” 

สำรวจเด็กในโรงเรียน ทำไมถึง(เสี่ยง)หลุดจากระบบ?   

ผอ.สุทิสา เล่าว่า หลังจากที่ได้เข้ามาเป็นผู้อำนวยการที่โรงเรียนเนกขัมวิทยาในปี 2565 พระครูโสภณจันทรังสี เจ้าอาวาสวัดใหม่สี่หมื่น ได้ชี้ให้เห็นปัญหาของเด็กในชุมชน ที่ส่งผลให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา และในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนจะช่วยเหลือเด็กอย่างไรให้ตรงจุด โจทย์นี้จึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนของโรงเรียนเนกขัมวิทยา และต่อมาเกิดความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด และโรงเรียน กลายมาเป็น ‘ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส’ ภายใต้การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ โดยเริ่มจากการสำรวจปัญหาที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา

“เราพบว่าเด็กที่หลุดจากระบบประมาณ 60% มีปัญหาในเรื่องของเศรษฐกิจ ครอบครัวยากจน ต้องทำงานเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงดูครอบครัว เด็กบางคนต้องดูแลพ่อแม่ที่ป่วยติดเตียงด้วย เพราะฉะนั้นเด็กเหล่านี้ไม่สามารถที่จะมาเรียนในระบบการศึกษาแบบปกติได้อยู่แล้ว อีกส่วนหนึ่งเป็นเด็กที่เราเรียกว่า ขาดเป้าหมายในชีวิต ราว 30% คือบางทีเป็นเด็กที่หลุดออกจากที่อื่นมา แล้วเรามาช่วยพาเขากลับเข้าสู่ระบบ จัดการศึกษาที่เหมาะสมให้กับเขา อีกส่วนหนึ่งจะเป็นเด็กที่มีปัญหาในเรื่องของสุขภาพกาย สุขภาพจิตก็มี แล้วก็มีท้องในวัยเรียน” 

ผอ.สุทิสา เล่าต่อว่าพอกลับมาดูที่รูปแบบการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียน การวัดประเมินผลการเรียนรู้ของเด็ก รวมถึงบทบาทครู ก็ทำให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้ยังขาดความยืดหยุ่น ไม่ตอบโจทย์ตามบริบทความเป็นอยู่ สภาพปัญหา และความต้องการของเด็ก เป็นส่วนหนึ่งให้เด็กไม่เชื่อมโยงกับการเรียนในโรงเรียน และหลุดจากระบบการศึกษาในที่สุด

ลงพื้นที่ติดตาม นำทางเด็กกลับสู่เส้นทางการศึกษา

ในการติดตามพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ผอ.สุทิสา บอกว่า “เป็นเรื่องยาก เด็กที่หลุดไปแล้วจะพากลับเข้ามา ต้องใช้ทุกวิธีการที่จะโน้มน้าวให้เขามีความรู้สึกว่าฉันอยากจะเรียน อยากจะได้วุฒิ แต่พอเราพากลับมาแล้ว สิ่งที่ยากยิ่งกว่าคือ พากลับมาแล้วจะทำยังไง จะประคับประคองเขาจนจบการศึกษา เรื่องนี้ยากจริงๆ เพราะฉะนั้นการติดตามมันต้องใกล้ชิด”

แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่ด้วยจิตวิญญาณความเป็นครู ผอ.สุทิสาและคุณครูของโรงเรียนเนกขัมวิทยาช่วยกันโน้มน้าวสุดกำลัง และไม่ย่อท้อที่จะติดตาม

“แรกๆ เวลาเราไปตามเด็กกลับมา ทั้งเด็กทั้งผู้ปกครองปฏิเสธเราทุกคน คือพอเขาหลุดออกไปแล้ว เริ่มทำงานมีรายได้ เขาจะมีความรู้สึกว่าการกลับมาเรียนในโรงเรียน รายได้มันจะหายไป แล้วพอหลุดไปแล้ว แรงบันดาลใจ เป้าหมายในชีวิตมันก็เริ่มหายไปด้วย 

เราก็ต้องคุยกันก่อนค่ะ เวลาเราลงไปตามเด็ก ถ้าอยู่ๆ เราลงไปตามแบบปกติมันคงไม่ได้ผล เพราะว่าเด็กที่เขามาเรียนทุกวันไม่ได้เขาก็มาเรียนไม่ได้อยู่ดี เพราะฉะนั้นต้องเปลี่ยนวิธีการ เปลี่ยนวิธีคิด ให้เขาได้เรียนและยังทำงานไปด้วยได้ เอามาวัดประเมินผลการเรียนรู้ได้ด้วย เพราะมันเป็นการเรียนรู้เหมือนกัน พยายามโน้มน้าวให้เขากลับมาก่อน แต่พอเขากลับมาแล้ว สิ่งที่เราต้องทำต่อไปก็คือ ทำยังไงให้เขามองเห็นว่า มันมีความเป็นไปได้ ที่เขาสามารถที่จะเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย แล้วจบหลักสูตรด้วย”

ซึ่งที่ผ่านมา ด้วยความพยามยามของผอ.และคุณครู นอกจากเด็กจะมองเห็นความสำคัญของการเรียนแล้ว ผู้ปกครองต่างก็พากันเปลี่ยนความคิดไปด้วย

“ผู้ปกครองบางคน ตอนที่เราไปตามครั้งแรก เขาบอกไม่ได้ๆ ฉันเจ็บป่วย ฉันทำงานไม่ได้ ต้องลูกคนนี้เท่านั้น ต้องทำงานสวน ต้องเลี้ยงดูฉัน ต้องทำงานตามที่ฉันเคยทำมา พอผ่านไปหนึ่งภาคเรียน ผู้ปกครองมาคุยกับเรา เขาเริ่มมองเห็นว่ามันเป็นไปได้จริงๆ ที่ลูกเขาสามารถที่จะเรียนไปด้วยทำงานด้วยได้ เขามานั่งร้องไห้กับเราเหมือนกันนะ ไม่คิดเลยว่าลูกจะมีวันนี้ แล้วความคิดของผู้ปกครองกับเด็กเริ่มเปลี่ยน จากเด็กไม่อยากมาโรงเรียน จากผู้ปกครองไม่อยากให้ลูกเรียน พอลูกใกล้จะจบการศึกษา ผู้ปกครองเริ่มมาถามว่า มีที่อื่นอีกไหมที่จัดการศึกษาแบบนี้ อยากให้ลูกได้เรียนต่อจังเลยในระดับอุดมศึกษา 

จากการที่อยากให้ลูกแค่ทำงานในสวน พอลูกเริ่มได้เรียน จนจะได้วุฒิการศึกษา ความคิดเริ่มเปลี่ยนว่า ลูกอาจจะมีโอกาสไปทำงานที่ดีกว่าการทำงานในสวน ทำงานที่เหนื่อยน้อยลงได้เงินมากขึ้น”

6 รูปแบบการศึกษายืดหยุ่น เรียนรู้ตามบริบทชีวิตจริง

สำหรับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ผอ.สุทิสา อธิบายว่า เป็นการจัดการศึกษาในระบบปกติ โดยใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 51 เพียงแต่พัฒนาหลักสูตรตามหลักเกณฑ์และวิธีการปรับใช้หลักสูตรแกนกลางสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เพื่อให้เหมาะสมกับเด็ก โดยบูรณาการการจัดการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยเข้าด้วยกัน ซึ่งโครงสร้างหลักสูตรในรายวิชาพื้นฐานยังคงเป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้เหมือนเดิม แต่ปรับเปลี่ยนในส่วนของวิชาเพิ่มเติม ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของเด็กแต่ละคน ที่ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม เช่น สวนมะพร้าว สวนฝรั่ง เป็นต้น 

“เราจะมี 6 รูปแบบ อย่างแรกก็คือ ‘เรียนรู้ด้วยตัวเอง’ ผ่านวิถีชีวิตประจำวันของเด็ก ผ่านอาชีพที่เด็กทำ ภูมิปัญญาท้องถิ่น สถานประกอบการ แล้วก็สิ่งที่เด็กสนใจที่จะเรียนรู้ สอง ‘เรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์’ เรามีเว็บไซต์ห้องเรียนบวร สร้างโอกาส ซึ่งทำเป็นหน่วยบูรณาการ โดยเราจะวิเคราะห์ตัวชี้วัดในวิชาพื้นฐาน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ผ่านหน่วยบูรณาการ 6 หน่วยการเรียนรู้ที่อยู่ใกล้ตัวเขา สาม ‘เรียนรู้โดยครูจัดการสอนแบบออนไลน์’ ผ่านซูม ผ่านวิดีโอคอล ในวิชาหลักคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ 

สี่ ‘เรียนรู้แบบพบกลุ่ม’ คือในหนึ่งสัปดาห์เราจะให้เด็กมาพบกลุ่มที่โรงเรียน 1 วัน โดยดูว่าเด็กส่วนใหญ่มาได้วันไหน ซึ่งส่วนใหญ่ของเราจะมาได้วันพฤหัส การพบกลุ่มก็คือการมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน สิ่งที่เราไปเรียนรู้นอกห้องเรียนมาเราได้อะไรมา หรือว่ามาทำกิจกรรมร่วมกัน แล้ววิชาไหน เนื้อหาไหนที่เด็กเรียนรู้นอกห้องเรียนแล้วเด็กไม่เข้าใจ เด็กก็จะมาถามคุณครูในวันที่พบกลุ่ม เด็กบางส่วนอาจจะมาพบกลุ่มไม่ได้ เราก็จะให้ ‘ครูเดินสอน’ เด็กมาไม่ได้เราลงไปหาเด็ก ลงไปติดตาม ไปดูแล ไปช่วยเหลือในเรื่องของการเรียน เรื่องปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กเหล่านี้ หรือเด็กบางคนที่เราพบว่าเขามีศักยภาพบางอย่างที่เราสามารถที่จะพัฒนาสู่ความเป็นเลิศได้ เราก็จะส่งคุณครูลงไปพัฒนาเขาด้วย

สุดท้าย ‘เรียนรู้ผ่านกิจกรรมเสริมหลักสูตรอาชีพระยะสั้น’ เด็กสามารถที่จะไปเรียนรู้นอกห้องเรียนตรงไหนก็ได้ที่เด็กสนใจ เรื่องอะไรก็ได้ที่เด็กสนใจ แต่ของเราจะทำ MOU กับสารพัดช่างราชบุรี ที่จะมาสอนให้เด็กทุกวันอังคาร เด็กสามารถเลือกเรียนได้ตามความสนใจ ซึ่งการจัดการศึกษาแบบนี้ เราพยายามเน้นย้ำว่า จริงๆ ทุกคนเป็นครูได้หมด เด็กไปเรียนรู้ที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นว่าต้องมาเรียนกับคุณครูที่โรงเรียน เรียนในห้องเรียน จึงจะเกิดการเรียนรู้ เรียนรู้ผ่านกิจกรรมประเพณี วัฒนธรรม ชุมชน โรงเรียนก็จะออกแบบการเรียนรู้เป็นหน่วยบูรณาการให้เด็กได้ทำกิจกรรม ให้ได้เกิดการเรียนรู้แล้วค่อยไปประเมินเด็ก”

ผอ.สุทิสา เชื่อว่า การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเรียนในห้องเรียนสี่เหลี่ยม และเรียนรู้กับคุณครูเท่านั้น ในบางครั้งคุณครูก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง ไม่ได้มีความถนัดในสิ่งที่เด็กสนใจ เพราะฉะนั้นทุกคนจึงสามารถเป็นครูเด็กได้หมด เด็กสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ แต่สิ่งที่โรงเรียนต้องทำคือ การเชื่อมโยงสิ่งที่เด็กเรียนรู้จากนอกห้องเรียนกับมาตราฐานตัวชี้วัดตามหลักสูตรให้ได้ โดยใช้วิธีการประเมินร่วมกับคุณครูที่เป็นคุณครูภูมิปัญญา หรือสถานประกอบการที่เด็กไปเรียนรู้ หรือจะให้สถานประกอบการประเมินร่วมด้วย 

นอกจากนี้ ผอ.สุทิสายังมองว่า การจัดการศึกษาลักษณะนี้รองรับกลุ่มเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษาได้ด้วย 

“โรงเรียน มีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยมีการประเมินความเสี่ยงของเด็ก ทุกต้นภาคเรียนคุณครูจะประเมินอยู่แล้ว ด้วยแบบประเมินต่างๆ ด้วยการลงไปเยี่ยมบ้าน ประเมิน SDQ (จุดแข็งและจุดอ่อน) EQ (ความฉลาดทางอารมณ์) เพราะฉะนั้นเราจะพบว่ามีเด็กบางคนที่มีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา พอเราพบข้อมูลเหล่านี้ เราต้องรีบช่วย ก็ต้องเชิญผู้ปกครองมาคุย เชิญเด็กมาคุยกันว่า ถ้าการมาเรียนทุกวันแบบนี้ไม่ตอบโจทย์ หนูไม่ชอบวิธีการนี้ หรือหนูมีปัญหาอย่างนี้ ลองเปลี่ยนมาเรียนรูปแบบนี้ไหม ผู้ปกครองบางคนก็จูงมือกันมากับเด็ก มาขอว่าขอเปลี่ยนไปเรียนในรูปแบบนี้ได้ไหม แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเด็กมีความพร้อม ก็มีหลายคนเหมือนกันที่ขอกลับไปเรียนในรูปแบบปกติ”

เติมหัวใจความเป็นครู เพิ่มการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม 

สิ่งสำคัญของการเรียนรู้แบบยืดหยุ่นในมุมมองของผอ.สุทิสา คือ ‘ความคิดของคนที่จัดการศึกษา’ 

“ทำยังไงจะเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนจากวิธีการเดิมๆ คืออะไรที่มันเดิมๆ แล้วมันอาจจะได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ถ้าเราปรับเปลี่ยนวิธีการมันอาจจะดีกว่า เปลี่ยนวิธีการใหม่ผลลัพธ์อาจจะดีกว่า

โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว การจัดการศึกษาคงไม่อยู่แค่ในรั้วโรงเรียน ในห้องเรียนสี่เหลี่ยมแคบๆ อีกแล้ว เพราะฉะนั้นคงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการศึกษาไปตามสถานการณ์ปัจจุบัน 

แล้วหัวใจของการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น จะพยายามเน้นย้ำเลยว่า ยืดหยุ่นอย่างเดียวไม่พอ ต้องบวกความเมตตาและหัวใจของความเป็นครูด้วย เพราะว่ายืดหยุ่นแต่ไม่เมตตามันก็ไปยาก เพราะฉะนั้นการเป็นครู คำว่า ‘ครู’ มันมากกว่าการให้ความรู้ ทำอย่างไรให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม เราต้องใช้คำว่า ‘อย่างเท่าเทียม’ เพราะเด็กเขามีความแตกต่างระหว่างบุคคล คนไหนที่เขาไม่ได้ด้วยวิธีการนี้ที่เหมือนๆ กับเพื่อน ก็ต้องหาวิธีการอื่นให้เขา นี่คือคำว่า อย่างเท่าเทียม ในความหมายของเรา ทำให้ทุกคนได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม แล้วก็จบการศึกษาได้”       

จากจุดเริ่มต้นจนปันจุบัน โรงเรียนเนกขัมวิทยาใช้การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบมากว่า 4 ปีแล้ว ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กโดยตรงนั้น ผอ.สุธิสา ยืนยันหนักแน่นว่า “เราไม่มีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาเลยแม้แต่คนเดียว เด็กจบการศึกษาตามเวลาที่กำหนดและปลอด 0 ร. มส. ซึ่งการปลอด 0 ร. มส. มันคงไม่ใช่แค่การปล่อยเกรดหรืออะไร แต่การปลอด 0 ร. มส. มันเป็นผลมาจากการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น

ครูเองก็ได้เห็นวิธีการจัดการศึกษาที่แตกต่างหลากหลาย ไม่ใช่แค่อยู่ในห้องเรียน เพราะฉะนั้นพอครูเห็นวิธีการที่หลากหลาย มันสามารถเอามาปรับใช้กับเด็กได้ทั้งโรงเรียน แล้วก็เห็นการประเมินที่หลากหลายรอบด้าน ไม่ใช่แค่ข้อสอบอย่างเดียว บางครั้งเด็กไม่ถนัดในการเขียน ให้เด็กเล่าได้ไหม เด็กชอบคลิปวีดีโอ ทำยังไงให้เด็กถ่ายทอดผ่านคลิปวีดีโอมาได้ แล้วเราสามารถดึงศักยภาพในตัวเด็ก ดึงความรู้จากตัวเด็กมาได้มากขึ้น ก็เลยเป็นผลให้ 0 ร. มส. ค่อยๆ ลดลง แล้วก็หายไปในที่สุด 

ผู้ปกครองเองก็เปลี่ยนมายด์เซ็ตในเรื่องการศึกษา เห็นความสำคัญของการจัดการศึกษามากขึ้น แล้วในขณะเดียวกัน ชุมชนก็เห็นความสำคัญของการจัดการศึกษามากขึ้น และเริ่มมีเครือข่ายเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันในการจัดการศึกษามากขึ้น ในการดูแลเด็กในหลากหลายมิติ ซึ่งมันก็มีผลต่อตัวเด็กโดยตรง ทำให้เด็กไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา แล้วก็จบการศึกษา”

ท้ายที่สุด ผอ.สุทิสา บอกว่า “การจัดการศึกษาในวันนี้ไม่ใช่แค่โรงเรียนอย่างเดียว ที่มีหน้าที่ในการจัดการศึกษา แต่หน้าที่ในการจัดการศึกษาเป็นของทุกคนในชุมชน เราต้องช่วยกัน ต้องร่วมกันทุกขั้นตอนตั้งแต่การค้นหา การติดตามเด็ก การดูแลช่วยเหลือ การส่งต่อ ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาตรงนี้ทั้งหมด เพื่อที่จะประคับประคองเด็กๆ เหล่านี้ ซึ่งเป็นลูกหลานในชุมชนให้เขาจบการศึกษา พอเขาจบการศึกษาเขาจะมีทางเลือกในอนาคตที่มากขึ้น มันส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเขา 

เมื่อคุณภาพชีวิตของเด็กดี คุณภาพชีวิตของครอบครัวดี คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนก็ดีขึ้น และสุดท้ายมันก็คือคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ”

Tags:

การศึกษาที่ยืดหยุ่นโรงเรียนเนกขัมวิทยาผอ.สุทิสา สุธาบูรณ์การพัฒนาคุณภาพชีวิตระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน

Author:

illustrator

นฤมล ทับปาน

Photographer:

illustrator

ปริสุทธิ์

Related Posts

  • Unique Teacher
    โรงเรียนเล็ก หัวใจครูยิ่งต้องใหญ่ ‘ครูรัตนา บัวแดง’ โรงเรียนวัดโคกทอง ครูผู้ใช้จิตศึกษาเปิดใจเด็กเปลี่ยนมายด์เซ็ตตัวเอง

    เรื่อง The Potential

  • Social Issues
    ‘สวนมะพร้าวก็เป็นห้องเรียนได้’ การเรียนรูู้ที่ตอบโจทย์ชีวิต ‘คิก – สุธิชัย เป็นสุข’ ต่ออนาคตบนเส้นทางการศึกษาที่เกือบไม่ได้ไปต่อ

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • flexible learning-1
    Social Issues
    ‘ห้องเรียนระบบสอง’ การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นตามโจทย์ชีวิตจริง:  นวัตกรรมการศึกษาแก้ปัญหาเด็ก Drop Out โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคมฯ

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • unique-teacher-outside-the-box-nologo
    Unique Teacher
    โรงเรียน 4 ตารางวา แต่ขนาดหัวใจของครูใหญ่กว่า: ‘ครูติ๊ก- ชัชวาลย์ บุตรทอง’ พาเด็ก Drop Out กลับสู่โลกการเรียนรู้ที่ไม่ลิดรอนความฝัน

    เรื่อง ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ ปริสุทธิ์

  • non-cover (1)
    Voice of New GenSocial Issues
    การศึกษานอกกรอบที่ตอบโจทย์ชีวิต เสียงสะท้อนจากเด็กนอกระบบ ‘นนท์’ – นนทวัฒน์ โตมา 

    เรื่อง นฤมล ทับปาน ภาพ ปริสุทธิ์

  • Voice of New Gen
  • Knowledge
  • Playground
  • Social Issues
  • Podcasts
  • Creative Learning
  • Life
  • Family

HOME

มูลนิธิสยามกัมมาจล

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

เลขที่ 19 เเขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Cleantalk Pixel