สอนและสร้างพลเมืองประชาธิปไตย เรื่องไม่ง่ายที่ครูทำได้

สิ่งสำคัญก่อนลงคะแนนเสียงเลือกตั้งคือการตระหนักว่า พลังประชาธิปไตยในมือเรามีมากแค่ไหน ซึ่งการจะไปสอนประชาธิปไตย ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจหน้าที่พลเมือง
ซึ่งเป็นหน้าที่พลเมือง คนละความหมายกับที่เด็กๆ เรียนในวิชาหน้าที่พลเมือง

มนุษย์นักเรียนกับสิ่งที่ไม่เคยบอก

วันหยุด-ที่ไม่เคยได้หยุด เพราะเด็กสมัยนี้ต่างเห็นตรงกันว่าทุกเวลา ‘มีค่า’ ถ้าเลือกได้จึงขอใช้เวลาเหล่านี้ทุ่มไปกับการเรียนพิเศษ หาความรู้เพิ่มเติม มากกว่าไปเที่ยวเล่น

สื่อสารกับเด็กๆ อย่างสันติ: ครูต้องสอนด้วยหัวใจไม่ใช่ไม้เรียว

แม้ลึกๆ แล้วคือความรักและหวังดี แต่การที่ครูบอกว่าเด็กๆ ทำผิดหรือโง่ นอกจากบรรยากาศเรียนรู้จะไม่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ครู-นักเรียนจะดิ่งลงเรื่อยๆ  ครู-นักเรียนเริ่มต้นกันใหม่ได้ด้วยการสื่อสารความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา คิดถึงใจเขาใจเรา แบบยีราฟ-สัตว์บกที่มี ‘หัวใจ’ ใหญ่ที่สุด มันจึงพร้อมจะแบ่งปันความรัก ความเมตตากรุณาทั้งกับตัวเองและคนอื่น 

เคาะประตูบ้าน ส่งต่อเพลงซอและนิทาน สืบสานต่อโดยละอ่อนปกาเกอะญอ

หากจะสืบทอดนิทานปกาเกอะญอ กับ ซอ (เพลงหรือกลอน) มีทางเดียวเท่านั้น คือถอดเรื่องราวตามคำบอกเล่าและความทรงจำของผู้เฒ่าในชุมชน เด็กปกาเกอะญอจึงร่วมตัวกันเพื่อสืบสานภูมิปัญญา ด้วยวิธีการสุดน่ารักคือการ ‘เคาะประตูบ้าน’ ชวนผู้เฒ่าผู้แก่เพื่อให้ซอและเล่านิทานให้ฟัง จดบันทึก เรียบเรียง เป็นข้อมูล

‘แผนที่ความสุขแห่งบ้านไทลื้อ’ รื้อฟื้นและวาดใหม่ด้วยเด็กๆ ในชุมชน

กลุ่มเยาวชนฮักไทลื้อหละปูน ออกแบบกระบวนการเพื่อกลับไปเรียนรู้วัฒนธรรมชุมชน โดยวิธีง่ายๆ คือเคาะประตูบ้านผู้ใหญ่ในหมู่บ้านและจัดทำแผนที่ชุมชน ผลลัพธ์ที่ได้คือแผนที่ข้อมูลและสายใยและความรู้สึกผูกพัน

หนังสือเรียนประวัติศาสตร์ชุมชน : เด็กๆ สงสัย คิดค้น และเขียนด้วยตัวเอง

โครงการศึกษาประวัติศาสตร์ตำบลเกตรี จังหวัดสตูล เกิดขึ้นจากความสงสัย จึงเริ่มเรียนรู้ โดยให้กลายร่างเป็นนักวิจัย นักประวัติศาสตร์ และนักมานุษยวิทยา จนได้ผลลัพธ์เป็นมาเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ประจำโรงเรียน โครงการนี้ทำให้เด็กๆ เกิดความตื่นตัวเรื่องประวัติศาสตร์ชุมชนมากขึ้น ไม่เฉพาะแค่เยาวชน รวมไปถึงผู้ใหญ่ที่ได้เข้ามาร่วมในกิจกรรมด้วย

1 2 3 16