ถามตอบ 4 ข้อสงสัยอย่างเข้าใจพ่อแม่ ในการเลี้ยงลูกผ่าน The 12 senses

  • พ่อแม่จำนวนไม่น้อยสนใจเลี้ยงลูกโดยใช้ปรัชญาการเติบโตทางจิตวิญญาณของมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิด หรือ The 12 senses
  • แต่พอนำมาปรับใช้จริงๆ กลับพบว่ามีความไม่เข้าใจและข้อสงสัยเต็มไปหมด
  • The Potential จึงรวบรวม 4 คำถาม พร้อมคำตอบที่ทำได้จริงจาก 1 คุณหมอ 1 ครู และ 1 นักดนตรีบำบัด มาไว้ในบทความชิ้นนี้ 

เรื่องและภาพ: The Potential

โครงการห้องเรียนพ่อแม่ไทยพาณิชย์ ‘เล่นรู้โลก ผ่านความงาม’ ครั้งที่ 5 จัดอบรมการเลี้ยงลูกโดยใช้ปรัชญาการเติบโตทางจิตวิญญาณของมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิด (The 12 senses) ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และได้การตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้อ่าน

The Potential จึงนำเอาช่วงถามตอบในการอบรมมานำเสนอในรูปแบบ 4 คำถามพร้อมคำตอบที่ทำได้จริง จาก1 คุณหมอ – นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล นายแพทย์ธรรมชาติบำบัดตามแนวมนุษยปรัชญา 1 ครู – ครูอุ้ย-อภิสิรี จรัลชวนะเพท ผู้อำนวยการอนุบาลบ้านรัก และ 1 นักดนตรีบำบัด – ครูมัย ณภัทร ชัยสุบรรณ์กนก นักดนตรีบำบัดตามแนวมนุษยปรัชญา เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน 

หากใครสนใจอยากอ่านต่อสามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่: https://thepotential.org/2019/04/29/doctor-pong-12-senses/

 

Q: ลูกสาวอายุ 9 ขวบ เมื่อก่อนเขาจะให้เราลงไปส่งที่โรงเรียน แต่ตอนนี้เขาบอกให้เรารออยู่บนรถ ไม่ต้องลงไปส่งแล้ว เราจะคิดกับมันอย่างไรดี มันแปลว่าลูกจะค่อยๆ ห่างเหินไปหรือเปล่า? 

หมอปอง: เราต้องมองว่าเป็นการเติบโต เป็นพัฒนาการ อาจลองถามตัวเองว่าถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่เกิดจะเป็นอย่างไร ให้ลองคิดดูว่าถ้าเรามีลูก 3 คน เราคิดว่าจะเลี้ยงลูกอย่างยุติธรรม จะกอดลูกคนละ 5 นาที ลูกแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ลูกบางคนรู้สึกว่า 5 นาทีนานเกินไป บางคนอาจจะรู้สึกว่าน้อยไป ทุกอย่างอยู่ที่ตัวลูกของเรา ประสบการณ์ของเด็กจะเป็นเหมือนดาวหาง คือ ช่วงแรกจะวนเวียนอยู่ใกล้กับพ่อแม่ แต่เมื่อเขาโตขึ้น มั่นใจมากขึ้น ก็จะเริ่มห่างออกไปจากเรา วงจะขยายออกตามการเติบโตของเขา

การที่เขามั่นใจออกไปสู่โลก แสดงว่าเขามีพัฒนาการ เขาอิ่มแล้ว เขาจึงพร้อมจะไปสู่โลก แต่หากลูกไม่ยอมไปไกลจากแม่ ให้แม่กอดลูกก่อน ใช้เวลากับเขาเพิ่มขึ้นอีก ขอให้เราเป็นเหมือนบ้านที่อบอุ่น ให้เขารู้สึกว่าเมื่อต้องการความอบอุ่น ความปลอดภัย เขาสามารถกลับมาหาเราได้เสมอ

 

Q: จะหาจุดตรงกลางระหว่าง ‘เข้าไปยุ่งมากเกินไป’ กับ ‘ให้พื้นที่เพื่อให้ลูกเป็นตัวเขา’ ได้อย่างไร เราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกชอบหรือไม่ชอบอะไร อยากสนับสนุนเขาได้ในแบบที่เป็นเขาจริงๆ ขณะเดียวกันเราก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งหรือปล่อยเขาจนเกินไป

หมอปอง: ต้องกลับไปที่เรื่องอดทน เด็กต้องการสติ และพ่อแม่ต้องเป็นสติให้กับเขา เช่น เขาอาจจะใช้อารมณ์ เขาอาจบอกว่า ‘ไม่อยากเล่นดนตรี เบื่อแล้ว’ ที่พ่อแม่ทำได้คือ ‘นิ่ง’ และพูดว่า “แต่มันก็ดีกับลูกนะ” เมื่อเวลาผ่านไป ลูกอาจจะกลับมาพูดเรื่องเดิม พ่อแม่อาจจะประคองความรู้สึกลูก “แม่ภูมิใจนะที่ลูกอดทน หนูเล่นเพลงใหม่ได้ดีเลย” ชื่นชมลูกที่อดทนเพื่อให้ได้ศักยภาพใหม่บางอย่างเพิ่มขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับความเหมาะสม บางเรื่องอาจจะต้องตัดออกเพื่อสร้างขอบเขตที่ดีให้กับลูก เช่นเพื่อพัฒนาการที่ดี นี่เป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องเจอและต้องผ่านโจทย์นี้ไปให้ได้ การที่เราเรียนรู้เรื่องเหล่านี้เหมือนกับว่าเรามีแผนที่ เมื่อเกิดขึ้นเราจะได้ทำใจง่ายมากขึ้น และเห็นว่านี่ก็เป็นเรื่องของพัฒนาการ

ครูมัย: เด็กช่วงวัย 7-14 ปี จะมีช่วงวิกฤติ 2 จุด คือ 9 และ 12 ปี ซึ่งในช่วงวัยนี้จะมีโดพามีนหลั่ง (ฮอร์โมนแห่งความพึงพอใจ) ทำให้มักมีอาการเหวี่ยงวีน บางครั้งพ่อแม่รับลูกของเราไม่ได้ ในช่วงอายุ 12 เขาจะฉีกตัวออกจากพ่อแม่ เป็นช่วงที่ตัวตนของเขาชัดเจน และตัวตนนั้นอาจจะไม่ได้จากพ่อแม่ แต่เขาจะมีไอดอลที่เขาอยากทำตาม

ครูอุ้ย: เด็กเมื่อพ้นวัยอนุบาล คือราวอายุ 7-8 ปี ก็ยังอาจดูเป็นเด็กอยู่ แต่เมื่ออายุ 9-12 ปีไปแล้ว ครูบาอาจารย์ของเราสอนให้มองว่า ตอนอายุ 9 ปี เหมือนเขาเริ่มแตะสะพานที่จะก้าวข้ามความเป็นเด็ก สะพานนี้จะค่อยๆ โค้งขึ้น อันแปลว่าเขากำลังค่อยๆ ข้ามสะพาน แต่พอสะพานยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เขาก็อาจไม่มั่นใจ

ใครควรจะเป็นผู้ดูแลเด็กในช่วงวันที่ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่? เขาจะไม่มองมาที่ครูอนุบาลอีกแล้ว แต่เขาก็ยังมองไม่เห็นใครข้างหน้า จึงควรจะเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะเป็นราวสะพานให้ลูก อย่าให้ลูกโดดเดี่ยว แต่ควรจะประคองลูกให้ก้าวขึ้นให้เขาเดินลงสะพานด้วยความอุ่นใจและปลอดภัย

 

Q: เรารู้ว่าพัฒนาการช่วง 0-7 ปีนั้นสำคัญ และเราก็พยายามทำความเข้าใจ แต่หากเราเอง (พ่อแม่) ก็เป็นคนที่เติบโตมาอย่างไม่สมบูรณ์ ไม่ได้รับ sense of touch หรือไม่ได้พัฒนา sense of movement ในช่วงวัยเด็กเหมือนกัน เราเองก็มีขีดจำกัด เราจะเข้าใจและดูแลลูกตามแนวคิด 12 senses ได้ไหม?

หมอปอง: สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงโลกได้คือ ‘พลังงาน’ เช่น น้ำในแก้ว เมื่อเอาไปใส่ในตู้เย็นประมาณ 1 ชั่วโมง น้ำก็จะกลายเป็นน้ำแข็ง หรือถ้านำน้ำในแก้วนี้ไปต้ม น้ำจะระเหยกลายเป็นไอ น้ำจะเปลี่ยนรูปหรือสถานะ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากพลังงานที่เราใส่เข้าไป พลังงานนี้จะเปลี่ยนสถานะของทุกสิ่งทุกอย่าง

ทางการแพทย์มนุษยปรัชญาจะบอกไว้ว่า “ลูกจะทำให้พ่อแม่โต” ตอนนี้เรารู้ว่าเราไม่มี แต่เราต้องแสดงให้เห็นว่าแม้กระบวนการจะยาก แต่เราพร้อมที่จะพัฒนาตัวเราให้ดีขึ้นไปพร้อมๆ กับเขา นี่เป็นพลังงาน

เรารู้ว่าเรายังไม่ได้เป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์ ไม่มีใครเคยเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์มาก่อน แต่เด็กจะรับรู้ถึงพลังงานและความพยายามของพ่อแม่ที่จะทำให้ดีขึ้นได้ แล้วเด็กจะรับรู้ว่าทุกคนจะดีขึ้น ตรงนั้นต่างหากที่ทำให้ลูกของเราเจริญเติบโต

แต่ถ้าเรารู้ทฤษฎีทุกเรื่องแล้ว แต่เรากลับไม่ทำ ไม่พยายามทำให้ดีขึ้น เช่น พ่อแม่บอกให้ลูกอดทน บอกให้ลูกไปวิ่ง แต่พ่อแม่ก็ไม่ได้ออกไปวิ่งกับลูก และไม่อดทน ลูกก็รับรู้ได้ว่า “พ่อแม่ไม่ได้ทำ แล้วทำไมเขาต้องทำ” ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่งที่พ่อแม่ใส่เข้าไปให้ลูก ตอนนี้เรารู้แล้ว พลังที่เราใส่ให้กับครอบครัว ในการดำเนินชีวิตจะเป็นตัวเปลี่ยนแปลงสถานะของลูกจากที่เป็นเด็กอยู่ให้โตขึ้น ถ้าพ่อแม่อยู่ในทิศทางนี้ด้วย เราก็จะเติบโตไปพร้อมกับลูก

ครูอุ้ย: “เด็กจะเป็นอย่างที่เราเป็น ไม่ได้เป็นอย่างที่เราพูด” สำหรับเด็กอนุบาลจะรู้ว่าความดีคืออะไร และถ้าเราเป็นคนดีให้กับเขา เด็กก็จะรู้สึกได้ว่าคนคนนี้ไม่ได้หลอกเขา เพราะคนคนนี้พยายามจะเป็นคนดีขึ้นในทุกๆ วัน บางวันเราอาจจะหงุดหงิด อารมณ์เสีย ใจร้อน ซึ่งเด็กอาจเป็นคนแหย่เรา เพื่อตรวจสอบเราว่าเรายังมีอารมณ์เหล่านี้อยู่หรือไม่ เมื่อเราอารมณ์เย็นก็จะไม่มีเด็กคนไหนที่ร้อน ดังนั้น เราควรให้โอกาสตัวเองก่อน เมื่อให้โอกาสตัวเองก็จะเป็นคนที่พัฒนาได้

เด็กบางคนที่เราบอกว่าเขามีปัญหา เราก็ต้องให้โอกาสและให้เวลากับเขา เหมือนที่เราให้โอกาสตัวเอง เราเป็นคนใจร้อนก็อยากจะพัฒนาให้ใจเย็น เราจะใจเย็น ไม่ร้อนตามเด็ก เมื่อเด็กเห็นว่าเราใจเย็น เด็กก็จะเปลี่ยน เราต้องเลี้ยงเด็กให้ดีเพื่อให้เขาเป็นพลังแผ่นดิน

 

Q: การที่สมองจำบางอย่างไม่ได้แต่กล้ามเนื้อในร่างกายเรายังจำได้ แต่ด้วยบริบทสังคมในปัจจุบันที่ทำให้คนใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ทำให้พ่อแม่มักลืมความรู้สึกที่ฝังในร่างกาย จะมีวิธีไหนที่ช่วยให้พ่อแม่ได้ฝึก เข้าใจลูก หรือทำพฤติกรรมที่ไม่ได้ฝังเป็นความทรงจำที่ไม่ดีแต่จะเป็น sense ที่ติดตัวลูกไปตลอดชีวิต

หมอปอง: ถ้าคนเป็นโรคเครียดหรือซึมเศร้า เมื่อก่อนจะรักษาด้วยการให้สารหรือยาบำรุงสมอง แต่ปัจจุบันผลการวิจัยพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายก็ส่งผลไปที่สมองด้วย และเป็นไปไม่ได้ที่พ่อแม่จะให้ประสบการณ์ที่ดีกับลูกหรือคนที่ปฏิสัมพันธ์ด้วยในทุกวินาที เพราะคนเราจะจำเฉพาะที่มีอารมณ์ร่วมเท่านั้น 

ความทรงจำระยะยาว (longterm memory) จะทำงานร่วมกับสมองส่วนอารมณ์ (limbic system) ดังนั้น ถ้าให้เด็กท่องจำโดยที่ไม่มีความรู้สึกร่วม เด็ก 90 เปอร์เซ็นต์ จะลืมภายใน 2 สัปดาห์ แต่เมื่อไหร่ที่ครูทำงานกับอารมณ์ร่วมของเด็กได้ จะกลายเป็นความจำระยะยาว ดังนั้น ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับ แต่จะเกิดความสุขได้เมื่อระลึกถึงสิ่งที่มีความสุข หรือช่วงเวลาดีๆ

ดังนั้น เวลาที่ลูกมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่คิดว่าลูกกำลังมีความรู้สึกไม่ว่าจะโกรธ ดีใจ เสียใจ นั่นคือช่วงเวลาที่ลูกจะจำพ่อแม่ ปฏิกิริยาตอบกลับของพ่อแม่จึงสำคัญ เช่น ถ้าลูกโกรธแต่เขาจำได้ว่าทุกครั้งที่โกรธแล้วพ่อแม่กอดเขา หรือถ้าเขาร้องไห้พ่อแม่ก็กอดเขาอยู่ ลูกจะจดจำสิ่งเหล่านี้ได้ ดังนั้น เมื่อมีสถานการณ์ที่มีอารมณ์ร่วม ลูกจะมีความทรงจำระยะยาวว่าพ่อแม่เป็นประสบการณ์ที่ดีหรือไม่ดีในช่วงเวลานั้นๆ