PBL: เสกปัญหาให้เป็นการเรียนรู้ ไม่หนีแต่สู้ เพื่อรู้จริงและเข้าใจ

ด้วยตัวมันเอง PBL เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สร้าง ‘ความเข้าใจ’ มากกว่าการ ‘copy and paste’ ความรู้ให้กับผู้เรียน เด็กๆ ได้ลงมือทำ คิด วิเคราะห์ หาทางหนีทีไล่ (ถ้าแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ไม่ได้จะแก้แบบไหนดี) ได้ออกไปเรียนตามวิธีที่ตัวเองเป็นคนออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทดลอง ออกไปสัมภาษณ์ ค้นข้อมูลด้วยตัวเองทางอินเทอร์เน็ตหรือหนังสือ และอีกหลากวิธีตามแต่ประเด็นเพื่อมาแก้ปัญหานั้น และแม้จะตั้งต้นที่ปัญหาหนึ่งเรื่อง แต่พอทำจริงก็ได้บูรณาการไปทุกศาสตร์วิชาอย่างเป็นองค์รวมไม่แยกกัน

ที่น่าสนใจคือ PBL ถูกบอกว่าเป็น ‘นวัตกรรมทางการศึกษา’ ที่จะทำให้เด็กๆ มีทักษะในศตวรรษที่ 21 เพราะการแก้ปัญหาหนึ่งย่อมเรียกร้อง การคิดวิเคราะห์, ความสร้างสรรค์, ทำงานร่วมเป็นทีม และการสื่อสาร และยังก่อคาแรกเตอร์อย่าง ความสงสัยใคร่รู้, การริเริ่ม, ความเข้าอกเข้าใจผู้ใช้งาน (empathy), การปรับตัวยืดหยุ่น และอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม การใช้ PBL แต่ละโรงเรียนจะไม่เหมือนกัน บางโรงเรียนอาจใช้ PBL เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร โดยอาจกำหนดเป็นชั่วโมง เช่น 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ ขณะที่บางโรงเรียนก็ใช้ PBL เต็มเวลาไม่มีการสอนแบบแยกคาบเลย เช่น โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ซึ่งผู้เขียนใช้ข้อมูล วิธีคิด และอธิบายเป็นเส้นเรื่องของการ์ตูนผ่านในการออกแบบการสอนจากที่นี่เป็นหลัก 

ชวนคุณครูออกแบบการเรียนรู้ผ่าน PBL คือประเด็นที่หนึ่ง แต่ที่อยากชวนคุณครูทำความเข้าใจจริงๆ คือ ‘ทักษะ’ ชีวิตที่เด็กๆ จะได้จากการเรียนรู้โดยใช้ ‘ปัญหาเป็นฐาน’ กันค่ะ 

จะเป็นอย่างไร รับชมการ์ตูนผ่านเส้นวาดโดย KHAE ได้เลยค่ะ

PBL – Problem Based Learning: การเรียนรู้โดยใช้ ‘ปัญหา’ เป็นฐาน
กล่าวซ้ำ – PBL เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สร้าง ‘ความเข้าใจ’ มากกว่าการ ‘copy and paste’ ความรู้ให้กับผู้เรียน เด็กๆ ได้ลงมือทำ คิด วิเคราะห์ หาทางหนีทีไล่ (ถ้าแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ไม่ได้จะแก้แบบไหนดี) ได้ออกไปเรียนตามวิธีที่ตัวเองเป็นคนออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทดลอง ออกไปสัมภาษณ์ ค้นข้อมูลด้วยตัวเองทางอินเทอร์เน็ตหรือหนังสือ และอีกหลากวิธีตามแต่ประเด็นเพื่อมาแก้ปัญหานั้น และแม้จะตั้งต้นที่ปัญหาหนึ่งเรื่อง แต่พอทำจริงก็ได้บูรณาการไปทุกศาสตร์วิชาอย่างเป็นองค์รวมไม่แยกกัน

ก่อนจะว่ากันเรื่องครูสร้างแผนการเรียนรู้ยังไง โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนาจะชวนคุณครูทำความเข้าใจคอนเซปต์ 2 ส่วนคือ หนึ่ง-รู้จักการทำสามเหลี่ยมภูเขาน้ำแข็ง และ สอง-รหัส (ซึ่งมีอยู่ 2 ชุดคือ P (problem) กับ K (knowledge))

หนึ่ง #สามเหลี่ยมภูเขาน้ำแข็ง มีไว้เพื่อให้ครูทำความเข้าใจปรากฏการณ์/ สถานการณ์ของ ‘ปัญหา’ ในระดับที่ลึกลงไปในชั้นโครงสร้างว่าในปัญหาหนึ่งๆ นั้นเกี่ยวพันกับเรื่องอะไรบ้าง เพราะในฐานะที่ครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ จะได้ชัดเจนกับตัวเองก่อนว่ากำลังจะใช้ความเข้าใจ ‘ปัญหา’ นี้เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอะไรของผู้เรียน อยากให้เขาเห็นคุณค่าอะไร และด้วยตัวภูเขาน้ำแข็งเองจะทำให้เข้าใจในระดับทะลุทะลวงและให้รู้รอบว่าปรากฎการณ์ที่ดูเล็กน้อยนั้น แท้จริงแล้วมันไปแตะที่เรื่องอะไรบ้าง ซึ่งจุดนี้เองที่เป็นหัวใจของของ PBL

การทำความเข้าใจ ‘ปัญหา’ โดยก่อนออกแบบแผนการเรียนรู้ ครูต้องทำภูเขาน้ำแข็งตามรูปและวิธีการดังนี้

  • Event : ปรากฏการณ์ พฤติกรรมที่ปรากฏ และจะเป็นหัวข้อที่เลือกจะศึกษา
  • แบบแผนพฤติกรรม: ใต้ปรากฎการณ์นั้น มีพฤติกรรมอะไรที่เกิดซ้ำๆ
  • โครงสร้าง: Event นี้เป็นผลจากโครงสร้างสังคมอะไรบ้าง เป็นได้ทั้งโครงสร้างทางกายภาพ สังคม การเมือง เศรษฐกิจ
  • คุณค่า ค่านิยม ความเชื่อ: เพราะมีความเชื่ออะไร จึงนำไปสู่โครงสร้าง แบบแผนพฤติกรรม และ Event ที่ปรากฎนั้น

จะเห็นว่าฝั่งซ้ายจะมีคำว่า ‘เดิม/ปัญหา’ ฝั่งขวามีคำว่า ‘เปลี่ยนสู่’ การเติมรายละเอียดในแต่ละชั้นน้ำแข็งก็เพื่อให้ครูเข้าใจที่มาที่ไปของปัญหา และให้ชัดว่าในแต่ละชั้นของภูเขาน้ำแข็ง ครูอยากให้ผู้เรียนเข้าใจสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อเปลี่ยนไปสู่ความเข้าใจเรื่องอะไร

สำคัญที่สุดคือประเด็นจากภูเขาน้ำแข็งที่ยกมาทำ PBL ต้องเป็นประเด็นที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จากกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน ประเด็นอะไรที่เกินกำลัง เปลี่ยนไม่ได้ในระดับผู้เรียนให้หลีกเลี่ยงดีกว่า เพราะ PBL ที่ดีต้องทำได้จริง ต้องนำไปสู่การเปลี่ยนทั้งภูเขาน้ำแข็ง (วิธีแก้ ครูอาจใช้เรื่องในประเด็นเดิมแต่เลือก Event ที่เกิดได้ในระดับผู้เรียนมาเป็นประเด็นสำหรับทำ PBL)

รหัสอีกชุดคือ P (problem) กับ K (knowledge)

K – Knowledge คือ ความรู้ที่ผู้เรียนจะได้จากการเรียนรู้ผ่านปัญหา ซึ่งมี 3 ระดับ คือ

  • K3 – ความรู้ปฐมภูมิที่มีอยู่แล้ว เช่น ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ผลลัพธ์ทางสถิติที่มีอยู่แล้ว หรือข้อเท็จจริงทั่วไป  
  • K2 – ความรู้ทั่วไป และความรู้เชิงเทคนิคที่ได้จากการปฏิบัติ ระหว่างการปฏิบัติงาน เด็กๆ จะต้องคุยกับเพื่อน คิดหาทางแก้โจทย์ปัญหาและลงมือทดลอง ทักษะ 4Cs (critical thinking, creativity, communication, collaboration) ก็จะเกิดตามมา หรือเกิดความรู้เชิงเทคนิคเฉพาะเรื่องจากประเด็นที่ตนเองศึกษา เช่น วิธีการจัดการขยะ เป็นต้น
  • K1 – ความรู้ที่เกิดจากตัวเด็ก เด็กสร้างความรู้เองจากการลงมือปฏิบัติงาน รวมถึงทักษะในศตวรรษที่ 21 เช่น เวลาทดลองแล้วไม่เป็นไปตามหวัง เด็กต้องแก้ปัญหาเอง เค้าอาจได้ค้นพบวิธีแก้ใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีคนคิดได้มาก่อน และมันเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นจากตัวผู้เรียนเอง คือเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวบุคคล 

P – Problem คือ ปัญหาที่ผู้เรียนจะได้เผชิญในระหว่างทำ PBL มี 3 ระดับ คือ

  • P0 ปัญหาที่ผู้เรียนยังไม่มีความรู้ ครูให้เด็กไปค้นคว้าแล้วมาจัดการความรู้ร่วมกัน (ทำให้ได้ความรู้ระดับ K3) เช่น การทำ PBL หมวดการลดปริมาณขยะ ครูอาจให้นักเรียนค้นความรู้ก่อนว่า ขยะมีกี่ประเภท ผลกระทบของขยะมีอะไรบ้าง สถิติปริมาณขยะต่อปีของประเทศไทย วงจรการเกิดขยะ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความรู้ที่มีอยู่แล้ว หาได้จากการค้นคว้าทั่วไป เป็นต้น 
  • P1 – ปัญหาที่ครูเป็นคนตั้งให้เพื่อให้เด็กค้นคว้า และสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหานั้น ทักษะที่เด็กได้ในขั้นนี้คือทักษะเชิงเทคนิค (ได้ความรู้ระดับ K3 และ K2) เช่น การทำ PBL หมวดการลดปริมาณขยะ ครูอาจตั้งโจทย์ให้นักเรียนคิด ‘นวัตกรรมเพื่อจัดการขยะ’ ผู้เรียนก็ต้องไปคิด ค้นคว้า หาวิธีว่าจะใช้วิธีการอะไรมาบริหารจัดการขยะที่ถูกวิธีและเกิดประโยชน์สูงสุด ต้องคิดว่าต้องมีถังขยะกี่ใบกันดีนะ ถ้าเป็นแก้วน้ำที่มีน้ำแข็ง ก็ต้องมีถังเปล่าสำหรับใส่น้ำแข็งและน้ำที่ติดมากับแก้วหรือเปล่า หรือมีถังแยกเพิ่มสำหรับเศษอาหารอีกใบดี? โดยผู้เรียนอาจคิด ‘ถังแยกขยะอัจฉริยะ’ และการลงถือสร้างถังขยะอัจฉริยะนี่เองที่จะทำให้ผู้เรียนได้ความรู้ระดับ K3 และ K2 
  • P2 – เป็นปัญหาของเด็กเองที่เกิดระหว่างการทำงานนั้นๆ ทักษะที่เด็กได้ในขั้นนี้คือทักษะศตวรรษที่ 21 ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาในระดับ P2 ขึ้น เด็กๆ จะต้องคิดหาทางแก้ปัญหาเอง ต้องค้นความรู้เพิ่มขึ้นและสร้างนวัตกรรมขึ้นเพื่อแก้ปัญหานั้น (ความรู้ที่ได้มีโอกาสเกิดได้ทั้ง K2 และ K1)

เช่น เมื่อนำ ‘ถังแยกขยะอัจฉริยะ’ ไปตั้งแล้วคนก็ยังไม่แยกขยะอยู่ดี อันนี้จะเป็นโจทย์ปัญหาของเด็กๆ แล้ว (P2) กล่าวคือ หน้าที่ของโครงงานนี้อาจจบลงที่นักเรียนจัดทำถังแยกขยะตามโจทย์ที่ได้รับแล้ว นักเรียนจะพอใจแค่นี้ก็ได้ แต่ถ้าเด็กๆ ยังอยากแก้ปัญหาต่อว่า “แม้จะมีถังแยกขยะแล้ว แต่ทำไมคนก็ยังไม่แยกอยู่ดีนะ?” เด็กๆ อาจต้องไปสัมภาษณ์คนที่ไม่แยกขยะแล้วดูว่าเค้าคิดอย่างไร อะไรทำให้เค้าแยกหรือไม่แยกขยะ เด็กๆ อาจคิดวิธีแก้ได้หลากหลายก็ได้ เช่น อาจออกกฎร่วมมือกับคนขายเลยว่าให้ใช้ภาชนะถาวรที่ต้องนำภาชนะมาคืนและคิดค่ามัดจำภาชนะ พัฒนาตู้หยอดขวดน้ำที่จะแยกขยะให้อัตโนมัติและคนหยอดได้แต้มหรือได้เงินคืน หรือวิธีอื่นๆ

ซึ่ง P2 นี่เองที่ทำให้เด็กๆ ‘อิน’ ท้าทาย อยากทำโปรเจกต์ให้จบเพราะมันเป็นโจทย์ที่เกิดมาจากความไม่แล้วใจของเค้าเอง (initiate) ซึ่งการแก้ปัญหาในระดับนี้ทำให้เกิดความรู้ที่เขาเป็นคนคิดค้นขึ้นมาเองด้วย และยังชัดเจนอีกว่าวิธีการทำงานของเด็กๆ ในลักษณะนี้จะก่อให้เกิดทักษะในศตวรรษที่ 21 

ทั้งในหมวดความสามารถ (competency) ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร คิดวิเคราะห์ และหมวดคาแรกเตอร์ เช่น การริเริ่ม ลงมือทำ ยืดหยุ่นปรับตัว มุมานะ และอื่นๆ – อย่างไม่ต้องสงสัย

 

ตัวอย่างแผนการสอน 

ปัญหา: ขยะล้นโรงเก็บขยะในโรงเรียนทุกวัน ส่งกลิ่นเหม็น 

ขั้นแรกให้ครูพิจารณาปัจจัยเกี่ยวข้องโดยใช้ก้อนสามเหลี่ยมภูเขาน้ำแข็งก่อน จากนั้นจึงค่อยนำไปสู่การออกแบบแผนการสอนต่อไป

ทักษะที่เด็กอาจได้รับจากการแก้ปัญหาแต่ละขั้นตอน

ตัวอย่างการแก้ปัญหาระดับ P2 (ปัญหาที่มาจากนักเรียนเอง) ไปสู่ความรู้ระดับ K1 (ความรู้ที่เกิดจากตัวเด็ก เด็กสร้างความรู้เองจากการลงมือปฏิบัติงาน) และ K2 (ความรู้ทั่วไป และความรู้เชิงเทคนิคที่ได้จากการปฏิบัติ)