EdTalk 2019 ก่อการครู: เมื่อครูปล่อยแสง สร้างแรงบันดาลใจ จุดไฟสร้างความเปลี่ยนแปลง

  • ครูโรงเรียน 3 กับครูป่าไม้ 1 หยิบประสบการณ์ตัวเองมาถ่ายทอดพร้อมปล่อยแสง สร้างแรงบันดาลใจให้ครูรุ่นน้อง ในเวที ‘ครูปล่อยแสง’ ปี 2 ภายใต้โครงการก่อการครู
  • เหมาะกับครูที่คิดว่าตัวเองหมดไฟ ใกล้จะหมดแรงบันดาลใจ หรือกำลังถามตัวเองว่าฉันจะเป็นครูดีหรือไม่
  • แต่ที่แน่ๆ หัวใจของคุณครูทุกคน ณ วันที่ตัดสินใจมาเป็นครู เขามาด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่ พร้อมจะทุ่มเท ฝืนและฝ่าฟัน 

เรื่อง: วิภาวี เธียรลีลา
ภาพ: ทีมสื่อสาร สสส.

การเปลี่ยนแปลงท่ามกลาง ‘ความย้อนแย้ง’ ของการศึกษาไทยเป็นไปได้จริงหรือ?

เป็นคำถามตั้งต้นที่ใช้โปรโมทงาน ‘ครูปล่อยแสง’ ปี 2 ภายใต้โครงการก่อการครู ที่จัดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา ณ อาคารเรียนรวมสังคมศาสตร์ 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ภายในงานตลอดทั้งวันมีกิจกรรมให้ได้ร่วมรับฟัง แลกเปลี่ยน แสดงความคิดเห็น รวมทั้งกิจกรรมเวิร์คช็อป 13 ห้องเรียน เพื่อเป็นตัวอย่างการสอนและสร้างการเรียนรู้จากการลงมือทำให้แก่ผู้ร่วมงาน

สำหรับคนที่ยังสงสัยว่า ‘ก่อการครู’ คืออะไร มีที่มาที่ไปอย่างไร แล้วทำอะไรกัน วันนี้ The Potential จะพาไปทำความรู้จัก พร้อมๆ กับรับแรงบันดาลใจ ส่งต่อความหวังและพลังจากตัวแทนครูผู้ร่วมโครงการทั้ง 4 คนที่มาเป็นสปีกเกอร์ ถ่ายทอดประสบการณ์บนเวที EdTalk ‘ครูบันดาลใจ จุดไฟการเรียนรู้ สู่การเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย’

โครงการ ‘ก่อการครู’ เป็นความร่วมมือระหว่างคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับภาคีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานด้านการศึกษาและการพัฒนามนุษย์

รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ก่อการครูไม่ใช่โครงการอบรม แต่เป็นขบวนการที่ต้องการทำงานเพื่อขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาด้วยหัวใจ ช่วยลดคลายความทุกข์ของระบบการศึกษาที่เป็นความทุกข์ร่วมของคนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง นักเรียนทุกระดับชั้น ครูผู้สอน ผู้บริหารโรงเรียน ข้าราชการกระทรวงฯ ไม่เว้นแม้แต่ตลาดแรงงานที่กำลังรอรับนักศึกษาจบใหม่เข้าทำงาน

ก่อการครูมีความเชื่อว่า ครู คือ ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change agents) ครูจึงเป็นกุญแจสำคัญในระบบการศึกษา เพราะครูคือผู้หล่อหลอมกรอบความคิด (mindset) สร้างการเรียนรู้ บ่มเพาะและพัฒนาศักยภาพให้กับนักเรียน โครงการฯ จึงมุ่งเน้นการทำงานกับครู โดยวางเป้าหมายไว้ที่ครูจำนวน 1 เปอร์เซ็นต์ ในระบบการศึกษา ราว 5,000 คน เพื่อส่งเสริมให้เกิดครูแกนนำที่จะร่วมสร้างชุมชนครู แล้วผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันจากทั่วประเทศ

“หัวใจของคุณครูทุกคน ณ วันที่ตัดสินใจมาเป็นครู พวกเขามาด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่มากๆ ครูพร้อมจะทุ่มเท ฝืนและฝ่าฟัน ถ้าเราเปิดโอกาส สร้างพื้นที่ที่เป็นพลังงานที่ดีให้กับครู ท่ามกลางความยากลำบาก เราเชื่อว่าครูจะสามารถเป็นผู้นำสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมได้”

ครูมิ้น-ธนาพร ตระกูลดิษฐ์ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 (สงขลา) – จักรวาลของความเป็นครู

ครูมิ้นไม่ได้ทำงานเป็นครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แต่เป็นครูป่าไม้ สังกัดสำนักการจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 (สงขลา)

จุดเริ่มต้นความเป็นครูป่าไม้ของครูมิ้น มาจากการค้นพบศักยภาพจาก ‘ความไม่เก่ง’ วิชาการด้านป่าไม้ แต่กล้าตั้งคำถามกับตัวเองว่า… “แล้วเราทำอะไรได้บ้าง?” จนค้นพบจุดยืนที่สามารถสร้างคุณค่าและสร้างความภาคภูมิจากงานที่ทำ   

พอจบไปทำงานแล้วเราไม่เก่งเลย เพื่อนคนอื่นเดินเข้าไปในป่าแล้วบอกได้ว่าต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นอะไร แต่เราบอกได้แค่ที่เป็นตัวอย่างแห้งเพราะจำรูปแบบใบ ดอก ผล ของตัวอย่างแห้งได้ จากจุดนั้นทำให้เราต้องค้นหาตัวเองว่าในเมื่อไม่เก่งวิชาการแล้วเราจะทำอะไรได้ เราค้นพบศักยภาพในการถ่ายทอด เรารู้ว่าสามารถย่อยวิชาการยากๆ ให้เด็กเล็กๆ เข้าใจได้ เช่น เรื่องภาวะโลกร้อน การอนุรักษ์ ความสัมพันธ์ของคนกับต้นไม้”

 “ฉันเชื่อว่าทุกคนเป็นครูได้”

เป็นคำขึ้นต้นเรียงความที่ครูมิ้นส่งเข้ามาสมัครเป็นผู้เข้าร่วมในโครงการก่อการครู: ครูบันดาลใจ จุดไฟการเรียนรู้รุ่นที่ 2

ครูมิ้นบอกว่า ก่อการครูทำให้ได้ย้อนกลับเข้าไปดู การเดินทางของชีวิตตัวเองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จนได้เห็นการเติบโตภายในจิตใจของตัวเอง จากที่เคยเป็นผู้เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาและค่ายอาสา แล้วออกมาทำค่ายอาสา จากเด็กอายุ 24 ที่ยังติดขัดกับการสื่อสารต่อผู้เข้าร่วมค่ายและคนที่มีอายุเยอะกว่า วันเวลาและประสบการณ์ทำให้ลดความคาดหวัง ปล่อยวาง และวางใจผู้คนได้มากขึ้น

“มันทำให้เรารู้ว่าการเรียนรู้ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน เราได้เรียนรู้ชีวิตจริงๆ หลังจากจบมหาวิทยาลัยต่างหาก”

ครูมิ้น-ธนาพร ตระกูลดิษฐ์

ค่ายอาสาทำให้ครูมิ้นได้พบเจอกับความรักที่ทำให้หัวใจพองโต แต่เมื่อไม่สามารถดูแลให้ความรักเติบโตงอกงามได้อย่างหวัง นั่นกลับทำให้ผู้หญิงที่มีความมั่นใจและเข้มแข็งมากคนหนึ่งเสียหลักจนเซล้มไม่เป็นท่า

“เราอยู่ในภาวะของการโทษตัวเอง ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง มิ้นเข้าไปเป็นครูอาสาอยู่ในทุ่งใหญ่นเรศวรอยู่สองอาทิตย์ เช้าเราร่าเริงมาก เราเล่นกับเด็กเราสอน แต่ตอนเย็นกลับเข้าไปนอนในห้อง นอนร้องไห้แต่ไม่มีใครรู้”

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ครูมิ้นพยายามหาทางเยียวยาตัวเอง ด้วยการทำงานจิตอาสาอย่างหนักหน่วง พบเจอผู้คนมากมาย จนความรู้สึกติดลบกับตัวเองค่อยๆ คลี่คลาย ได้กลับมารู้จักตัวเองและเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่เธอรู้สึกขอบคุณทุกคนและทุกๆ ประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แล้วก็เป็นช่วงเวลาที่เธอรู้สึกขอบคุณตัวเองมากที่สุดเช่นกัน

มีพี่คนหนึ่งบอกกับเราว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มิ้นเลือกทำ มิ้นเป็นคนเลือกเอง มิ้นเป็นคนทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ดังนั้นมิ้นขอบคุณตัวเองบ้างสิ มิ้นเมตตาตัวเองบ้างสิ พอคิดแบบนี้ได้หัวใจของเราเปิด เราให้อภัยตัวเองได้ เราเมตตาตัวเองได้ เราเป็นตัวเองได้ เรารู้สึกว่าเราเป็นความรัก แล้วเราจะไปวิ่งหาความรักที่ไหนอีก เด็กๆ ที่อยู่กับเราเขารับรู้ความรักความห่วงใยจากเราได้ เรารักได้โดยที่ไม่ต้องพยายามและไม่คาดหวัง เพราะเรารู้สึกพอใจที่จะให้

“ครูหลายคนไม่เชื่อในศักยภาพของตัวเองด้วยซ้ำ ทั้งที่คุณมีคุณค่า คุณมีพลัง และคุณทำได้ อยากให้ทุกคนกลับมาเชื่อมต่อกับจักรวาลภายในของตัวเอง มิ้นเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้ในจักรวาลแห่งการเรียนรู้”

ครูโอ๊ค-รณกฤต ไชยทอง โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูว์ส – ของขวัญพิเศษ จากคนพิเศษ

จากความฝันอยากเป็นนักวิจัยในห้องแล็บที่ทำงานเกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร ครูโอ๊ค จับพลัดจับผลูเข้ามาเป็นครูวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรูว์ส จากการเป็นผู้ช่วยครูวิทยาศาสตร์ในห้องแล็บของโรงเรียน

“ภาพที่สะกิดใจผมตอนที่ได้เข้าไปเป็นครูผู้ช่วยในห้องเรียน คือ ภาพของเด็กพิเศษในห้องเรียนที่ทำให้ผมรู้สึกหดหู่”

ความหดหู่ที่ว่านี้ไม่ได้มีที่มาจากความพิเศษเฉพาะตัวของเด็กๆ แต่เกิดจากการที่ครูโอ๊คมีประสบการณ์ร่วมในกระบวนการเรียนการสอน แล้วพบว่าเด็กยังไม่สามารถคิดวิเคราะห์หรือเข้าใจกระบวนการทดลองต่างๆ ที่สาธิตในห้องเรียนได้ด้วยตัวเอง แต่ยึดเอาคำอธิบายของครูผู้ช่วยมาเขียนบรรยายสรุปชิ้นงาน

ครั้งหนึ่งผู้บริหารเรียกเข้าไปคุยประจำปี ถามว่าอยากทำอะไรต่อ ผมบอกว่าจุดมุ่งหมายของผมอยากเป็นครู แล้วก็อยากสอนเด็กพิเศษ เพราะการทำให้เด็กที่หลายคนมองว่าเป็นจุดด้อยของสังคม เติบโตแล้วส่องแสงหรือดึงศักยภาพของเขาออกมาให้ได้ เป็นเรื่องที่ท้าทาย”

เด็กพิเศษแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตัวแตกต่างกันไป บางคนสมาธิสั้น บางคนแขนขาอ่อนแรง บางคนไม่ค่อยพูดจาและไม่ชอบสบตา แต่ในภาวะที่เด็กเหล่านี้เพลิดเพลินไปกับการเรียนรู้ หรือภาวะที่การเรียนรู้เข้าถึงจิตใจภายในของพวกเขา ความพิเศษที่โดยปกติมักเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้เหล่านี้ก็ถูกทลายลงอย่างสิ้นเชิง

“ครั้งหนึ่งผมทำการทดลองเรื่องการแผ่รังสีความร้อน ให้เด็กเอามือไปอังไฟจากแท่งเทียนที่กำลังจุดอยู่ ในความเป็นครูเรามุ่งหมายว่าการทดลองจะทำให้เด็กรู้สึกว่าเปลวไฟนั้นร้อน แต่มีเด็กคนหนึ่งที่ปกติเป็นคนแขนขาอ่อนแรงบอกผมว่า “ผมรู้สึกกล้าหาญมากขึ้นครับ”

“มันทำให้ผมกลับมาคิดว่า เราจะหยิบเอาของขวัญจากความแตกต่างที่พวกเขามี มาส่งเสริมให้เขาเป็นคนที่แข็งแกร่งในสังคมได้อย่างไร การเป็นครูไม่ใช่ว่าเราต้องสอนให้เขาเป็นใหญ่เป็นโต หรือมียศศักดิ์ เด็กก็เหมือนดอกไม้ดอกหนึ่งที่รอวันเบ่งบาน เพียงแต่เราต้องเห็นความงดงาม ช่วยใส่เวลาและใส่ใจพวกเขา”

ครูโอ๊ค-รณกฤต ไชยทอง

ครูบลู-อัฒฑวินทร์ ธนเดชสำราญพงษ์ โรงเรียนวัดสะแกงาม – เด็กทุกคนล้วนเป็นเพชรในมือครู

“เอกวงโย โทลูกเสือ เวลาที่เหลือทำขนม”

เป็นฉายาที่เพื่อนครูในโรงเรียนตั้งให้ครูบลู ด้วยบทบาทหน้าที่หลักสองอย่าง คือ เป็นครูสอนดนตรี และดูแลกองลูกเสือประจำโรงเรียน

ครูบลูเล่าถึง ห้องลูกเสือที่มีเหล่าร้ายแฝงตัวอยู่ แต่ละคนเดินหน้าเข้ามาด้วยประวัติหน้าหนึ่งที่ไม่มีใครแสบน้อยไปกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนที่พกดาบเข้าห้องสอบ O-NET เมื่อสมัยเรียนชั้น ป.6 นักเรียนที่มักไม่เข้าเรียนในช่วงเช้าแต่มาช่วงบ่ายเสมอ นักเรียนที่มาเรียนแค่ 5 ชั่วโมงแรกหลังจากนั้นจะหายตัวไปทันที หรือนักเรียนที่สูบบุหรี่เป็นกิจวัตร

ครูบลูเล่าว่า ธรรมชาติของกองเรียนลูกเสือ มีทั้งนักเรียนที่ตั้งใจมาเรียนจริงๆ นักเรียนที่ตามเพื่อนมา รวมถึงนักเรียนที่ไม่รู้จะไปไหนเหมือนดังตัวอย่างที่กล่าวไปข้างต้น ดังนั้นครูบลูจึงต้องมีความพร้อมรับมือกับความหลากหลายทางพฤติกรรมและความต้องการของนักเรียนเป็นรายบุคคล

ภารกิจหลักของคณะลูกเสืออย่างหนึ่ง คือ การเดินสวนสนามในวันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ปีที่ผ่านมา นอกจากการเดินสวนสนามอย่างที่ทำเป็นประจำทุกปีแล้ว คณะลูกเสือ โรงเรียนวัดสะแกงามได้รับเกียรติให้ร่วมเดินเชิญธงในกองเกียรติยศ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นเกียรติประวัติที่น่าภาคภูมิใจ

ทำยังไงดีล่ะ คำสั่งมาหลังจากที่ตั้งกองลูกเสือไปแล้ว การเดินสวนสนามไม่ได้หมายความว่าเช้าวันที่ 1 ตื่นขึ้นมาใส่เครื่องแบบแล้วไปเดินสวนสนามได้เลย ก่อนหน้านั้นต้องผ่านกระบวนการซ้อม มองไปมองมาก็เหลือแต่วายร้ายพวกนี้ที่พฤติกรรมไม่ไหว แต่สรีระมันใช่”

“ไหวไหมเนี่ย แน่ใจนะว่าเด็กจะไม่เทงาน” เป็นคำถามจากคนรอบข้างครูบลูที่แสดงความเป็นห่วงเป็นใย แต่ครูบลูเลือกที่จะไว้ใจเด็กๆ แล้วเดินหน้าต่อ สิ่งที่ครูบลูทำ คือ มอบหมายหน้าที่ การอธิบายถึงความสำคัญของหน้าที่ แจกแจงงาน และนัดแนะเวลาซ้อม

“ในขบวนกองเกียรติยศถ้าขาดคนใดคนหนึ่งไปขบวนก็ดูไม่สง่างาม ไม่มีเกียรติ ทำได้หรือไม่ได้ไม่ต้องบอกครู กลับไปคิดแล้วทำให้เห็น” เป็นคำพูดที่ครูบลูฝากไว้กับนักเรียน

ครูบลู-อัฒฑวินทร์ ธนเดชสำราญพงษ์

การซ้อมต้องใช้เวลาซ้อมในช่วงเช้าก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติ และตอนเย็นหลังเลิกเรียน ในช่วงเช้านักเรียนกองลูกเสือได้รับสิทธิพิเศษเล็กน้อยให้ไม่ต้องเข้าแถวหน้าเสาธง ส่วนช่วงเย็นไม่มีแรงจูงใจใดๆ นอกจากความรับผิดชอบล้วนๆ ซึ่งนักเรียนทั้งหมดทำหน้าที่ตลอดระยะเวลาประมาณ 1 เดือนได้เป็นอย่างดี 

“ครูครับพรุ่งนี้เจอกันนะครับ กำลังตัดผมอยู่” เมสเสจเด้งขึ้นมาบนหน้าจอมือถือในคืนวันที่ 30 มิถุนายน ก่อนวันงานสวนสนาม และ “อย่าไปสนใจ เรามีเกียรติพอ” คำพูดของเด็กแสบที่เคยพกดาบเข้าห้องสอบ เอ่ยขึ้นปรามเพื่อนๆ เมื่อกำลังโดนยั่วยุจากวัยรุ่นกลุ่มอื่นบนอัฒจันทร์ขณะกำลังปฏิบัติภารกิจในวันงาน

เหล่านี้เป็นสิ่งที่สร้างความตื้นตันใจและภาคภูมิใจให้กับครูบลูจนไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ เมื่อนักเรียนได้ซึมซับและเรียนรู้ การมีระเบียบวินัยและความอดทนด้วยตนเองโดยไม่ต้องใช้การบังคับ

“ครูบลูไม่เคยดึงเด็กๆ เหล่านี้มาอยู่ข้างๆ ตัวแล้วบอกว่าให้มาอยู่ตรงนี้ ตรงนี้เป็นพื้นที่ปลอดภัย แต่ครูเลือกที่จะเดินไปหาเขา รับรู้ด้านมืดแล้วเลือกที่จะให้พื้นที่สว่างกับเขา อาจเป็นพื้นที่สว่างที่เริ่มจากจุดเล็กๆ แต่เติบโตเบ่งบาน เมื่อจุดสว่างเบ่งบานขึ้น จุดดำๆ ที่เขามีอยู่ก็จะหดตัวลง เขารับรู้ได้ เขาตอบตัวเองได้ว่าพวกเขามีค่า

“เด็กๆ ล้วนเป็นเพชรที่อยู่ในมือเรา เขามีพลัง มีแสงในตัวเอง เขามีคุณค่าพร้อมที่จะเปล่งประกาย ครูมีหน้าที่เจียระไนแล้วหันเหลี่ยมทั้งหลายเหล่านั้นรับกับแสง เพชรที่อยู่ในมือเราพร้อมเสมอที่จะเปล่งประกายอย่างเจิดจรัส”

ครูเก๋-ว่าที่ร้อยตรีหญิงสุดารัตน์ ประกอบมัย โรงเรียนมักกะสันพิทยา – SUPER KAE MODEL

‘ความกลัว’ เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งในกระบวนการการเรียนการสอน

ครูต้องเชื่อมโยงกับเด็ก ต้องมีสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก และเข้าถึงเด็กได้ แต่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะเข้าถึงครู หรือครูจะสามารถเข้าถึงเด็กได้ทุกคน นั่นเพราะไม่ใช่ทุกพื้นที่สามารถเป็นพื้นที่ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ครูเก๋จึงพยายามหาวิธีสร้างพื้นที่ปลอดภัย เพื่อสร้างความไว้วางใจ และหนุนเสริมการเรียนรู้ให้กับนักเรียน

จงเลือกภาพที่ตรงกับความรู้สึกของเราในตอนนี้ แล้วบรรยายความรู้สึก ป็นโจทย์ของกิจกรรมที่ครูเก๋นำการ์ดภาพและการล้อมวงคุยมาปรับใช้ แล้วสามารถทำให้นักเรียนหลายคนเปิดใจ ยอมสบตา หันมาพูดคุยกับเพื่อนและครูได้อย่างสบายใจและอิสระ เพราะเมื่อห้องเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย อะไรก็เกิดขึ้นได้

เมื่อความกลัวกลายเป็นความกล้าที่จะทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับนักเรียน ครูเก๋จึงมีแรงขับเคลื่อนแบ่งปันเรื่องราวแก่ผู้อื่น แล้วชักชวนครูคนอื่นๆ มาช่วยกันส่งต่อความรู้ นั่นยิ่งขยายชุมชนแห่งการเรียนรู้ในกลุ่มครูออกไปได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้นผ่านสื่อออนไลน์อย่าง Inskru–พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอน

ครูเก๋-ว่าที่ร้อยตรีหญิงสุดารัตน์ ประกอบมัย

ครูเก๋ ถอดบทเรียนของตัวเองออกมาได้เป็น ‘Super Kae Model’ ประกอบด้วย 3S ได้แก่

หนึ่ง Self การพัฒนาตัวเอง รู้ว่ากำลังทำอะไร ทำเพื่อใคร

สอง Share การแบ่งปันเรื่องราวเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับครูคนอื่นๆ

สาม Social Movement เมื่อแชร์แล้วจะเกิดการสร้างเครือข่ายเป็นการเคลื่อนไหวของสังคมไปด้วยกัน ทำให้งานเล็กๆ ขยายขอบเขตไปสู่งานใหญ่ได้

‘ครูปล่อยของวิทย์’ กิจกรรมเวิร์คช็อปจากคุณครูเพื่อคุณครู เป็นกิจกรรมหนึ่งที่พิสูจน์ว่าครูเก๋ได้ก้าวผ่านความกลัว ความสงสัยในศักยภาพของตัวเอง และแสดงให้เห็นพลังแห่งการแบ่งปัน กิจกรรมนี้สามารถรวมกลุ่มครูวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศที่มีความสนใจพัฒนากระบวนการเรียนการสอนในห้องเรียนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันตัวต่อตัวได้ โดยใช้เพจ Inskru–พื้นที่แบ่งปันไอเดียการสอน เป็นสื่อกลางรวมรวมกำลังพล

 

ข้อคิดช่วงถาม-ตอบ

  •       ผู้บริหารควรแบ่งเวลาเข้ามาสังเกตการณ์การเรียนการสอนในห้องเรียนของครูอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพื่อจับผิด แต่เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของนักเรียนแต่ละคนแต่ละระดับชั้น รวทั้งเข้าใจปัญหาเฉพาะหน้าและความต้องการของครู
  •       เชื่อมั่นในตัวผู้เรียน นักเรียนเป็นผู้ประเมินการสอนของครูได้ดีที่สุด ไม่ใช่เอกสารที่ครูเขียนด้วยตัวเองเพื่อรายงานส่งผู้บริหารและเพื่อการตรวจสอบ

 

สามารถติดตามไลฟ์ย้อนหลังได้ที่นี่

หลักสูตรการพัฒนาศักยภาพครูแกนนำ ประกอบด้วย 4 โมดูล โดยผู้เข้าร่วมต้องเข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้อย่างน้อย 80 ชั่วโมง ได้แก่

โมดูล 1 ครูคือมนุษย์ สำรวจภูมิทัศน์ภายในของความเป็นครู – สร้างการตระหนักรู้และเข้าใจตนเอง

โมดูล 2 พัฒนาการเรียนรู้ (ตลาดวิชา) – เลือกเรียนในรายวิชาที่หลากหลายตามความสนใจ เพื่อใช้พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนรู้ของตนเอง

โมดูล 3 ครูคือกระบวนกร – พื้นฐานการออกแบบกระบวนการเรียนรู้

โมดูล 4 ครูปล่อยแสง – นำเสนอผลงานการสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงของครูแกนนำ