ธนพันธ์ ชูบุญ: เวลาของพ่อ (หมอ) ไม่ได้วัดด้วยนาฬิกา แต่ใช้ความรู้สึก สีหน้า กับความพอใจ

  • “มันทองตลอดเลย (ตอบทันที) หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นในรถ คุยกัน คุยได้ทั้งวัน แต่พอมันโตขึ้น มันก็พยายามที่จะไม่คุยกับเรา ฉะนั้นคุยกันให้เรียบร้อย คุยกันให้เยอะๆ ไปก่อน จะได้ไม่ขาดอะไร เขาจะรู้ว่าเรามีเวลาให้เขาเมื่อไร เท่าไร” ประโยคจากคำตอบของหมอแป๊เมื่อถามว่าเวลาทองสำหรับครอบครัวคุณคือเวลาไหน
  • แม้เวลาเลี้ยงลูกของหมอแป๊ะ คุณพ่อที่มีอาชีพเป็นหมออาจจะไม่แน่นอน แต่ที่แน่นอนคือวิธีคิดที่น่าสนใจ เพราะหมอแป๊ะพยายามทำให้ทุกเวลาที่อยู่กับลูก มี ‘คุณภาพ’ แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากที่สุด

เรื่อง: ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ
ภาพ: เฉลิมพล ปัณณานวาสกุล

‘เวลาทอง’ ของครอบครัว คุณหมอแป๊ะ หรือ ผศ.นพ.ธนพันธ์ ชูบุญ อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ไม่ได้วัดด้วยหน่วยเวลาหรือนาที แต่ใช้ความรู้สึก สีหน้า กับความพอใจ

เมื่ออาชีพการงานคือการดูแลคนไข้ รักษาความเจ็บป่วย เวลาของคุณพ่อลูก (สาว) สอง อาจไม่แน่นอน แต่ที่แน่นอนกว่าคือเวลา ‘คุณภาพ’ แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย 

“มันไม่ต้องเป็นตัวเลข เอาความรู้สึกพอ เมื่อไรที่ลูกต้องการเรา เราก็…ลูกรอได้ไหมอีกสองชั่วโมง จะเสร็จแล้ว ถ้าหากเขายังแฮปปี้อยู่ก็โอเค เขาโตมากับการที่เราต้องตรวจคนไข้นอกเวลา มีคลินิก ตอนเช้าเราก็ตื่นมาไปเดินเล่นกับเขา ไปส่งที่โรงเรียน แล้วก็ไปทำงาน จากนั้นรับลูกไปส่งที่บ้าน แล้วก็ไปคลินิก คลินิกเปิดสี่โมงครึ่งถึงสองทุ่ม หมอเจ้าของร้านไปถึงคลินิกเกือบหกโมง ก็ต้องบอกกันก่อนว่า ช่วงเวลานี้ผมต้องไปรับไปส่งลูก เป็นต้น ฉะนั้นมันก็ยังมีเวลาของมันอยู่ คือ แบบว่า คลินิกผมมีคนไข้นิดเดียว (หัวเราะ)”

ช่วงลูกๆ ยังเล็ก คุณหมอใช้เวลานั้นสร้างฐานะไปด้วย คุณหมอเรียกสถานการณ์ช่วงนั้นว่าปากกัดตีนถีบ

“ทุกช่วงฐานะมันก็มีความรู้สึกปากกัดตีนถีบทั้งนั้น ผมก็ปากกัดตีนถีบในเลเวลผม ถ้าคิดว่ามันเป็นปัญหา มันเป็นปัญหาทั้งหมดเลยนะ ก็แก้ๆ กันไป คนเป็นหมอถึงจะยุ่งมาก แต่เราก็กลับบ้าน ถูกไหม เราก็กินข้าว มีเวลาอาบน้ำกับลูก เล่นกับลูก อ่านหนังสือกับลูก สอนการบ้าน”

คุณหมอยืนยันว่ายุ่งจริง แต่ไม่ทุกวัน อาจมีบางคนเป็นอย่างนั้น แต่คุณหมอแป๊ะเลือกที่จะไม่เป็นอย่างนั้น ด้วยการส่งต่อเวร

“หมอที่ทำงานทั้งวันทั้งคืน อาจจะดีต่อคนไข้หรืออาจจะไม่ดีก็ได้นะ เพราะหมอที่ไม่ได้พักผ่อน คุณภาพของการดูแลและการคิดอะไรต่างๆ ก็ด้อยกว่าหมอที่พักผ่อนดีๆ”

เดือนๆ หนึ่ง วันที่ยุ่ง 24 ชั่วโมงอาจมี 2-3 วัน แต่ครอบครัวก็รู้ว่านี่คืองาน

“ผมไปทำงาน ลูกก็ต้องรู้แล้ว นี่คือเวลาทำงาน อ้อ เวลานี้พ่อไปคลินิก แล้วเดี๋ยวสองทุ่มพ่อจะกลับมา แล้วพ่อก็อยู่บ้านจนถึงเช้า วันนี้พ่ออยู่เวร หายไปทั้งคืนเลย ตื่นเช้าก็ตื่นไม่รอด ส่งลูกไปโรงเรียนก็หน้าเหมือนศพ ก็ต้องรู้ว่า เมื่อคืนพ่ออยู่เวร เป็นต้น เด็กๆ ก็ต้องเรียนรู้บทบาทอันนี้นะครับ“

“แต่เวลาไม่อยู่เวร โรงพยาบาลก็ต้องรู้ว่า นี่คือเวลาของเรา” คุณหมอย้ำ

ชั่วโมงทำการของคุณพ่อจึงไม่แน่นอน แต่พอจะสรุปได้คร่าวๆ ดังนี้

ช่วงที่ลูกยังเป็นเด็กเล็กๆ – หกโมงเช้า คุณพ่อรับหน้าที่พาลูกสาวไปเดินรอบอ่างเก็บน้ำใกล้บ้านพัก เมื่อโตหน่อยก็พาไปซ้อนท้ายจักรยาน คุยกันสัพเพเหระ ไม่มี topic ใดๆ ทั้งสิ้น ชวนดูนก ดูกิ้งก่า ดูต้นไม้ ดูดอกไม้ เรียกว่าอะไรอยู่รอบตัวก็ดูได้ทั้งนั้น 

“เมื่อไรที่เราต้องคิดว่าจะคุยอะไรกับลูกนะ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่เฟลมากเลยอะ ยกเว้นเรื่องบางเรื่องที่เราอยากจะให้เขารู้จริงๆ และเป็นทักษะที่จำเป็น เช่น เรื่องเซ็กส์ แต่เราไม่ได้ตั้งเป็น topic ว่าต้องพูดแบบไหน เราก็ต้องรอโอกาสสวยๆ เช่น ปั่นจักรยานอยู่ เห็นหมามันติดเป้งกัน มันขึ้นขี่กัน เราก็บอก ลูกดูเร็ว มันกำลังจะมีลูก เริ่มต้นก่อน แล้วเดี๋ยวมันก็จะต่อยอดไปเอง”

เช่นเดียวกัน เวลาอ่านนิทาน งานนี้ต้องถึงมือคุณพ่อ พ่อผู้ไม่เคยเล่านิทานอย่างปกติเลยสักครั้ง เพราะลูกเล่นของครอบครัวอยู่ที่พ่อหมด

“ไม่เคยอ่านนิทานปกติ อ่านแล้วต้องใส่อารมณ์ของนิทาน อารมณ์ของการเล่าเรื่อง ฉะนั้นช่วงเวลาที่ลูกนอนจะเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามาก”

“เรามีหนังสือนิทานในบ้านเยอะมาก บางคืนก่อนนอนอาจจะอ่านกันถึงสามเรื่อง ถ้าเรื่องไหนเป็นสัตว์ พ่ออาจจะเป็นสัตว์ หรือมาเป็นสัตว์ในนิทานกันทั้งพ่อทั้งลูก พูดคุยกันประสาสัตว์ อย่างเช่นเรื่อง ‘กุริกุระ’ พ่อจะเป็นหนู และเมื่อถึงเวลาที่เป็นเหมือนท่อนฮุคในนิทาน กร๊อบแกร๊บกรุ๊บกรั๊บ กุริกุระ ถึงเวลานี้ ลูกจะช่วยเรา หรืออีกเรื่องหนึ่ง ‘ยักษ์อุฮิอะฮะกับแมวสิบเอ็ดตัว’ เอิ่ม…กี่ตัวก็ชักไม่แน่ใจ มันหลายปีมาแล้ว ผมจะเป็นยักษ์ ลูกเป็นแมว อะไรอย่างนี้ คืออยากจะบอกว่า นี่มันคือเวลาทองมาก หลับตานึกภาพออกไหม พ่อนอน ลูกคนโตหนุนแขนขวา ลูกคนเล็กหนุนแขนซ้าย แล้วอ่านหนังสือไปด้วยกัน เวลาเปลี่ยนหน้าหนังสือ ก็จะมีมือยื่นมาเปลี่ยนให้ เพราะพ่อทำไม่ได้”

แต่ระหว่างที่อ่านๆ อยู่ ก็จะมี ‘คิวแทรก’ ที่เรียกว่า “คนไข้มาห้องคลอด” เป็นระยะๆ คุณพ่อก็ต้องกัดฟันไปเพราะตอนนั้นอยู่ในช่วงรับฝากครรภ์พิเศษเพื่อสร้างฐานะ

“รู้สึกหงุดหงิดใจเหมือนกัน เริ่มรู้สึกแล้วว่าการไปทำคลอด ฝากพิเศษ มันน่าจะไม่ใช่ชีวิตที่เราชอบเท่าไร แต่มันต้องทำ เพราะมันคือรายได้ที่จะมาซัพพอร์ตครอบครัว จนวันหนึ่งมันถึงจุดแตกหักของการรับฝากพิเศษ ผมต้องไปทำคลอด ตอนนั้นลูกคนโตสามขวบกว่าบอกว่า พ่อไปอีกแล้วเหรอ มันเจ็บมากเลย เลยบอกว่าจากนี้ไป พ่อจะไม่รับฝากพิเศษอีกแล้ว เลิกเลย”

ถามคุณหมออีกรอบ ‘เวลาทอง’ ของครอบครัวคือตอนไหน

“มันทองตลอดเลย (ตอบทันที) หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นในรถ คุยกัน คุยได้ทั้งวัน แต่พอมันโตขึ้น มันก็พยายามที่จะไม่คุยกับเรา ฉะนั้นคุยกันให้เรียบร้อย คุยกันให้เยอะๆ ไปก่อน จะได้ไม่ขาดอะไร เขาจะรู้ว่าเรามีเวลาให้เขาเมื่อไร เท่าไร”

ไม่ใช่แต่ในบ้าน เวลามีงานนอกสถานที่ ครอบครัวชูบุญจะไปกันเป็นแพ็คเกจตลอดเวลา

“เวลาผมมีประชุมที่ไหน จะต้องมีลูกและเมียปรากฏตัวเสมอ เมียผมไม่ไปประชุมที่ไหนเลยนะตอนลูกผมเล็กๆ หรือเมื่อไรที่เขามีประชุมเราก็จะไป ไม่มีอะไรสำคัญกว่าการได้ไปด้วยกัน ร้อนหนาวแค่ไหนไปตลอด เวลาหนาว เราเอาลูกมาอยู่ในเสื้อแล้วก็รูดปิด คอมันโผล่มาเหมือนลูกจิงโจ้เลย (ยิ้ม) ฉะนั้นทั้งชีวิต พ่อให้ลูกหมดเลย หมายความว่าช่วงเวลานอกการทำงานนะ”

ทำไมถึงเชื่อพลังของการให้และพลังของการใช้เวลาร่วมกัน?

“ก็เราให้เขาเกิดมาแล้วไหมล่ะ เราก็ต้องรับผิดชอบชีวิตของเขา เท่านั้นเองครับ”

 

อ่านบทความ เวลาทอง ของ 4 ครอบครัวหลากหลายได้ ที่นี่