โป้ Yokee Playboy: “เวลาผมมองลูกเหมือนได้นั่งมองตัวเองในร่างเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง“

  • เวลาทองคือทุกเวลาที่เขาได้ใกล้ชิดกับลูก” ประโยคจากคำตอบของพ่อโป้ เมื่อถามว่าเวลาทองสำหรับครอบครัวคุณคือเวลาไหน
  • พ่อโป้เป็นตัวแทนหนึ่งในครอบครัวที่มีการออกแบบ ‘เวลาทอง’ ของตัวเองอย่างชัดเจน เพราะเขาเป็นพ่อที่เชื่อในคำว่าเวลา ไม่ว่าจะบนรถ ก่อนนอน หรือห้องซ้อมดนตรี ทุกที่กลายเป็นพื้นที่สร้างเวลาทองของเขาได้ทั้งหมด

เรื่อง: รชนีกร ศรีฟ้าวัฒนา
ภาพ: เฉลิมพล ปัณณานวาสกุล

โป้-ปิยะ ศาสตรวาหา หรือ โป้ Yokee Playboy เบื้องหน้าเขาคือนักร้องหนุ่มที่ใช้ผลงานเพลงครองใจใครหลายคน เมื่อเวลาหมุนไปได้พาให้เขาเติบโตจากนักร้องหนุ่มกลายเป็นมนุษย์พ่อของลูกสาววัย 7 ขวบอย่างเต็มตัว แต่การสวมบทบาทที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยหรือท้อเลยสักครั้ง

เขายืนยันเสมอว่าลูกคือสิ่งที่ทำให้มีความสุข และเขาคือคุณพ่อที่ให้ความสำคัญกับเวลา เพราะเวลาทำให้เขารู้จักลูก เวลาคือสิ่งที่ช่วยให้พ่อสามารถสร้างประสบการณ์ให้กับลูกได้ 

“ตลอดชีวิตของผมทำงานหนักมาตลอด วันหนึ่งเราเริ่มรู้สึกว่าทำไมเราไม่เติมเต็มสักที หาเงินมาได้ก็ไม่รู้สึกสุขเหมือนที่เราอยากเป็น เราเริ่มตั้งคำถาม จากนั้นก็หาคำตอบ แต่ไหวตัวช้าไปนิดนึง มาเจอคำตอบใกล้ๆ อายุขึ้นหลักสี่แล้วพบว่า เราต้องการมีครอบครัว 

“ในความทรงจำ ไม่รู้ทำไมผมไม่เคยจินตนาการเลยว่าตัวเองจะมีลูกชาย ผมอยากมีลูกสาวมาตลอด ตอนที่เล่นโชว์เพลงในช่วงนั้น อยู่ดีๆ บางครั้งก็บ้าบอถึงขั้นตะโกนบนเวทีว่า “ผมอยากมีลูกสาวววว” ในเมื่ออยากมีลูกเราก็ต้องหาแม่พันธุ์ ตอนที่ผมเจอภรรยา ผมคุยกับเขาเลยว่าตอนนี้ผมกำลังหาแม่พันธุ์อยู่นะ คงเป็นความโชคดีที่ภรรยาเขาคงงงๆ ว่านี่เรากำลังจีบเขาอยู่หรืออะไร จนในที่สุดเราได้คบกันสร้างครอบครัวและมีลูกด้วยกัน”

กิจกรรมแต่ละวันของพ่อโป้และน้องชินา-ลูกสาว ดูคล้ายกับครอบครัวอื่นๆ เริ่มจากการตื่นนอน ไปโรงเรียน กลับจากโรงเรียน วิ่งเล่น กินข้าว แล้วเข้านอน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้แต่ละวันไม่ซ้ำกันคือลีลาและน้ำเสียงในการเล่านิทานของ ‘คุณพ่อ’

“ผมขอไล่จากช่วงเวลาเข้านอนก่อน ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ผมจะมีหน้าที่อุ้มน้องจากรถขึ้นไปที่ห้องนอนชั้นสองแล้วพาลูกนอน ถ้าเขาไม่หลับระหว่างทางกลับบ้าน เราก็จะเป็นคนอาบน้ำให้เขาด้วย ช่วงเวลาก่อนนอนทุกคืน ผมจะเป็นคนเล่านิทานให้เขาฟังก่อนหนึ่งเรื่อง ซึ่งนิทานเหล่านั้นจะเป็นนิทานที่ผมแต่งเองทั้งหมด โดยแต่งจากความสนใจของลูก เช่น ตอนนั้นเขากำลังสนใจเกี่ยวกับการ์ตูนฮีโร่ เช่น แบทแมนแแอนด์โรบิ้น เราก็หยิบจับเอาตรงนั้นมาเล่าเป็นเรื่องราวที่เข้าใกล้ตัวเขาได้ง่าย เช่น ลูกรู้ไหม จริงๆ แล้วพ่อเป็นเพื่อนกับแบทแมนนะ แต่พ่อไม่เคยบอกใคร เราสร้างเรื่องราวไปเรื่อย พอเขาฟังเขารู้สึกสนุก มันกระตุ้นจินตนาการ

“ผมเริ่มเล่านิทานให้เขาฟังตั้งแต่เล็กๆ ในช่วงแรกคุณแม่จะเป็นคนพาเล่า แต่หลังๆ ไม่รู้ทำไม น้องอาจจะชอบความตื่นเต้นเลยมาให้คุณพ่อเล่าให้ฟังแทน ซึ่งพ่อก็จะเล่าในสไตล์ exotic พ่อเป็นเพื่อนกับแบทแมน แบทแมนมาเยี่ยมพ่อตอนนี้ที่ลูกยังแบเบาะอยู่ จริงๆ แบทแมนไม่ถูกกับซูเปอร์แมน เพราะซูเปอร์แมนงาบไอศกรีมของแบทแมนไป ซึ่งพอเราเล่าแบบนี้ ลูกดูจะชอบมากๆ (หัวเราะ)

“พอเราส่งลูกเข้านอนแล้ว ตื่นเช้ามาจะเป็นหน้าที่ของแม่ คุณแม่จะพาไปส่งโรงเรียน เพราะพ่อตื่นสาย (ต้องขอขอบคุณภรรยาด้วยครับ-หัวเราะ) แต่ก็มีบ้างที่พ่อไปด้วย พอถึงช่วงเวลาบ่ายๆ เป็นเวลาเลิกเรียน พ่อแม่จะไปรับเขาจากโรงเรียนมาที่นี่ (ร้านอาหารที่เป็นกิจการของครอบครัว) จากนั้นเป็นช่วงเวลาที่ลูกจะได้เล่นหรือทำการบ้าน โดยพ่อจะใช้เวลานี้ทำงานเพลงไปด้วย จากนั้นในช่วงเย็นก็จะเข้าสู่ลูปเดิม” 

หากถามถึงระดับความสนิทของสองพ่อลูก โป้ตอบอย่างหนักแน่นไว้ว่า เราทั้งคู่เรียกได้ว่าคุยภาษาเดียวกันเลย

“ด้วยความที่เราหน้าตาแบบนี้ ภรรยาบอกว่าผมเป็นผู้ช้าย ผู้ชาย คนป่ามากๆ เรามีความกังวลที่จะเล่นกับลูก ไม่รู้ว่าจะสื่อสารกับเด็กผู้หญิงอย่างไร ไอ้เราก็เริ่มน้อยใจลูก เราจึงต้องหาทางเข้าหาเขา เริ่มจากสังเกตสิ่งที่เขาทำก่อน ตอนนั้นเขาสนใจตุ๊กตา ผมเลยเอาตุ๊กตาของเขามาเล่นสวมตัวเองเข้าไป ทำให้ตุ๊กตามีชีวิตแล้วบีบเสียงให้เล็กๆ คุยกับเขา ‘สวัสดีค่ะ ทำอะไรคะเนี่ย’ (หัวเราะ)”

โป้พาย้อนไปตอนที่น้องชินาอายุ 2 ขวบ “จำได้ว่าน้องชอบทำหน้าตาตามผม เวลาเรามองหน้ากันผมคิดว่าเขาเป็นเด็กที่รู้เรื่องแล้ว แต่ไม่มีใครเชื่อผมสักคนแม้กระทั่งแม่เขา แววตาของลูกทำให้ผมรู้สึกประหลาด อาจจะเป็นเรื่องที่ฟุ้งซ่านก็ได้ แต่รู้สึกแบบนั้นจริงๆ” 

การเป็นมนุษย์พ่อช่วยเติมเต็มให้โป้อ่อนโยนมากขึ้น 

“ตั้งแต่มีลูกผมรู้สึกมีฮอร์โมนผู้หญิงเพิ่มขึ้นนะ (หัวเราะ) ผมมีความสุขทุกวันตั้งแต่เขาเกิดมาเป็นลูก (ยิ้ม)” นี่จึงเป็นเหตุผลให้เขากลายเป็นคุณพ่อที่ค่อนข้างไหวตัวกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกมากๆ 

“เวลาผมมองลูกเหมือนผมได้นั่งมองตัวเองในร่างเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ย้อนไปในตอนนั้น คุณเคยอยากรู้อย่างไร อยากจะเจออะไร ไม่ชอบอะไร คุณจะพยายามพาเด็กคนนี้ (ซึ่งก็คือตัวคุณเอง) ไปทิศทางไหน ในแบบฉบับไหน”

“ผมตั้งใจตั้งแต่จะมีลูก ผมจะเลี้ยงลูกให้โตขึ้นเป็นคนอารมณ์ดี 7 ปีที่ผ่านมา น้องโตขึ้นเป็นเด็กอารมณ์ดีจริงๆ ข้อนี้ถูกใจพ่อมาก เขาทะเล้นเหมือนพ่อ เขาเป็นเด็กอ่อนโยน จิตใจดี” 

“เราสองพ่อลูกจะจอยเวลาด้วยกันมักเป็นตอนเช้าในวันหยุด อาจเป็นเพราะเขาเห็นพ่อทำงานก๊องแก๊งๆ อยู่ใน (ห้องซ้อม) บ้านตลอด เขาเลยสนใจอยากรู้ว่าพ่อทำอะไร พ่อทำอาชีพอะไร เขาจะมาเล่นนู้นนี้เล่นนี้อยู่บ่อยๆ ซึ่งบ้านเราโตมากับเสียงเพลงอยู่แล้ว เพราะพ่อเป็นนักร้อง ตอนเล็กๆ เราก็จะร้องเพลงเสริมทักษะภาษาให้เขา ส่วนนี้มันจึงบ่มเป็นนิสัยของการฟังเพลง ทำให้ชินากลายเป็นเด็กที่มีเซนส์ในดนตรี”

การที่เด็กคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาแล้วเขาเป็นอย่างไร นอกจากอัตลักษณ์ที่ติดตัวมาแล้ว สิ่งหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ชัดเจนขึ้น นั่นก็น่าจะเป็นเวลาของพ่อแม่ที่อยู่กับเขา ความสุขของครอบครัวที่สุดคือการได้ใช้เวลาด้วยกัน – พ่อโป้เชื่อแบบนั้น

“การสร้างประสบการณ์ให้ลูกเป็นสิ่งดี ฉะนั้นคุณอย่าไปปิดกั้นมันเลย ปล่อยไปตามธรรมชาติ บางครั้งก็ปล่อยให้เจอปัญหาคุณจะได้สอนเขา มหาอาณาจักรสังคมทั้งหลาย ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ คือ บ้าน ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้าน สุดท้ายจะส่งผ่านออกไปมีผลกระทบต่อตัวเขาทุกอย่าง

“สำหรับบ้านผม ผมไม่มีข้ออ้างสำหรับการเลี้ยงลูก ต่อให้ชีวิตหนัก เหนื่อย แค่ไหนก็ตาม บางครั้งผมบ้างานมากๆ ทำงานติดกันนานๆ มันจะมีช่วงเวลาที่สะดุ้งแล้วรู้สึกว่าเราใช้เวลานานเกินไปแล้ว ไปอยู่กับลูกบ้างดีกว่า”

ฉะนั้นเมื่อถามถึงหน้าตาของเวลาทอง – พ่อโป้ตอบเต็มคำเลยว่า เวลาทองคือทุกเวลาที่เขาได้ใกล้ชิดกับลูก

“เวลาที่เราได้อาบน้ำให้เขา ล้างก้นให้เขา มันสั้นมากๆ ผมอยากให้คุณพ่อทุกคนไหวตัวทันเหมือนผม อยากให้รีบกันหน่อย เพราะช่วงเวลานี้มันผ่านไปแล้วคือผ่านไปเลย เงินทองที่คุณหามาได้มากเท่าไร มันซื้อช่วงเวลาตรงนี้ไม่ได้ ผ่านไปแล้วผ่านไปเลย หมดแล้วหมดเลย ตอนนี้ผมพยายามแง้มประตูบานนี้กับลูกสาวอยู่ ไม่อยากให้มันปิดเร็ว”

เพื่อให้เห็นความแตกต่างในการเลี้ยงลูก อ่านบทความ เวลาทอง ของ 4 ครอบครัวหลากหลายได้ ที่นี่