“ไม่เจ็บปวดก็ไม่เรียนรู้” คุยกับแพทย์ฉุกเฉินในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

  • เจาะลึกชีวิต ความคิด การงานและโลกส่วนตัวของคุณหมอฉุกเฉิน แรงบันดาลใจสำคัญของบท ‘หมอเป้ง’ ในซีรส์ ‘My Ambulance รักฉุดใจนายฉุกเฉิน’
  • คุณหมอก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทำเป็นงานเป็นอาชีพ แต่ลึกๆ ในระดับความรู้สึก หลายอย่างอาจดิ่งลึกมากกว่า เพราะขึ้นชื่อว่าทำงานกับความเป็น-ความตาย
  • นอกจากเช็คลิสต์แล้วว่า หมอเป้ง กับ หมอหนึ่ง มีอะไรเหมือนกันบ้าง บางคำตอบของผู้ชายบ้างาน ก็อาจทำให้เข้าใจ ‘นายฉุกเฉิน’ มากขึ้น

เรื่อง: นลินี มาลีญากุล, ทิพย์พิมล เกียรติวาทีรัตนะ
ภาพ: เฉลิมพล ปัณณานวาสกุล

คุณหมอคิดว่า คุณหมอกับหมอเป้งเหมือนกันกี่เปอร์เซ็นต์?

ก่อนคำถามนี้จะปล่อยออกไป ต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ในการสังเกตบุคลิก ท่าทาง น้ำเสียง รวมไปถึงประโยคคุ้นๆ หลายประโยคในซีรีส์ ‘My Ambulance รักฉุดใจนายฉุกเฉิน’ ถึงแน่ใจได้ว่าบทบาทของหมอเป้ง (ซ้นนี่ สุวรรรณเมธานนท์) ได้ต้นแบบมาจาก ‘หมอหนึ่ง’ คนนี้

‘หมอหนึ่ง’ รศ.ดร.นพ.ไชยพร ยุกเซ็น หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ใช้เวลาคิดสักพักก่อนจะตอบคำถามนี้ว่า

“ถ้าเป็นบุคลิกและงาน น่าจะ 80-90 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว…ผมเพิ่งรู้สึกได้จากการดูซีรีส์เรื่องนี้ว่า เวลาเราชอบใครสักคน ความเป็นตัวเองมันจะถูกถอดออกมาอัตโนมัติ แล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่เราพร้อมลดความเป็นตัวเองเพื่อเขา นั่นคือเราชอบเขาจริงๆ”

คุณหมอออกตัวว่าเป็นคนโลกส่วนตัวสูงและรักอิสระ แต่นี่ยังไม่ใช่เหตุผลสำคัญในการมาเป็นแพทย์ฉุกเฉิน (ทำความรู้จักอาชีพนักฉุกเฉินการแพทย์ได้ ที่นี่)

Liverpool ต่างหากคือจุดเริ่มต้นของทั้งหมด

คุณหมออยากเป็นหมอตั้งแต่ตอนไหนคะ

ผมอยากเป็นหมอตั้งแต่อยู่ ม.ต้นแล้ว แต่ตอนนั้นยังไม่ได้มีความตั้งใจว่าอยากช่วยเหลือคนเจ็บป่วยอย่างจริงๆ จังๆ ตอนนั้นคิดแบบเด็กๆ เลย ผม เชียร์ Liverpool อารมณ์ประมาณเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เชียร์ทีมฟุตบอลที่รัก ตอนนั้นคิดแค่ว่าตัวเองอยากไปทำงานกับทีม Liverpool แต่เป็นนักฟุตบอลคงไม่มีความสามารถเพียงพอ วันหนึ่งมีโอกาสได้อ่านสัมภาษณ์แพทย์สนามประจำทีม Liverpool ความรู้สึกเหมือนประกายไฟแห่งความฝันของตัวเองถูกจุดขึ้นมาทันที “เอาวะ เป็นหมอดีกว่า”

แล้วความฝันที่อยากจะไปเป็นหมอ ได้อยู่ใกล้ทีม Liverpool นำไปสู่การเรียนหมอจริงๆ ได้อย่างไร

ผมเป็นคน passion แรงมาก อยากทำอะไรต้องทำให้ได้ จริงๆ ตอนอยู่ ม.ต้นเป็นเด็กที่เรียนไม่ค่อยเก่ง ตอนเรียน ม.4 ได้เกรดเฉลี่ยแค่ 2.49 เอง แถมมีโลกส่วนตัวสูงอีกต่างหาก ชอบอ่านหนังสือคนเดียว

แต่มีอยู่วันหนึ่ง รุ่นน้องคนหนึ่งมาถามว่าผมอยากจะเรียนต่ออะไร ผมเลยตอบไปว่า “อยากเป็นหมอ”

ผมยังจำสายตาคู่นั้นที่มองมาและพูดเบาๆ ว่า “จะเป็นได้เหรอ” จำได้ว่าแววตาคู่นั้นเป็นแรงขับให้เราพยายามอ่านหนังสือ พยายามติว จริงๆ ต้องขอบคุณสายตาคู่นั้นนะครับที่เป็นจุดเริ่มต้นให้กับทุกสิ่งที่ผมมีในวันนี้

แล้วพอมาเรียนหมอ ภาพฝันเรื่องช่วยเหลือผู้คน เริ่มเข้ามาตอนไหน

ภาพความฝันของเด็กมัธยมยังชัดเหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมด้วยทัศนคติทางวิชาชีพแพทย์เข้าไป เริ่มมีภาพความฝันที่จะทำงานเพื่อคนอื่น เริ่มอยากเห็นรอยยิ้มของคนไข้ เริ่มอยากช่วยชีวิตคนอื่น อะไรหลายๆ อย่างในชีวิตถูกเติมเต็มเข้ามาระหว่างทาง แล้ววันหนึ่งเราก็รู้ว่าความฝันตอนเด็กๆ (แพทย์สนาม Liverpool) มันเป็นไปไม่ได้หรอกเนอะ แต่อย่างน้อยมันก็เป็นจุดกำเนิดให้เราเดินมาทางนี้ครับ

ชีวิตนักศึกษาแพทย์เป็นอย่างไร

ผมเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว ไม่ทำกิจกรรมอะไรเลยตอนเรียนหมอ เป็นเด็กหลังห้อง ไม่ค่อยแสดงออกทั้งความคิดเห็นและภาษากายใดๆ ไม่โดดเด่น ก็เรียนแบบประคับประคองตัวเองมาจนจบได้ 6 ปี แต่ถามว่าเป็นนักศึกษาแพทย์ที่ดีไหม ก็เป็นนักศึกษาแพทย์ที่ดื้อสักหน่อย มีโดดลาบ้าง มีขี้เกียจบ้าง มีไปเรียนสายบ้างครับ

ทำไมเลือกเรียน ER ซึ่งเป็นแผนกที่มีความรับผิดชอบสูงมาก

ผมได้ไปใช้ทุนที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีคนไข้เจ็บป่วยหรือบาดเจ็บรุนแรงจำนวนมากทุกวัน ก็เหมือนโชคชะตาพาเรามาอยู่ในที่ที่มีการฝึกเราให้เข้มแข็งขึ้น มีคนไข้ที่เราต้องดูแล ความสามารถของเราสามารถตัดสินความเป็นความตายให้คนไข้ได้เลย

ตอนผมมาใช้ทุนที่นครศรีธรรมราช เหมือนผมเปลี่ยนไปเป็นอีกคนเลย เพราะว่าความรับผิดชอบของเราไม่ใช่แค่ไปสอบแล้ว แต่มันเป็นการรับผิดชอบชีวิตของคนคนหนึ่ง ก็มีบ้างที่วินิจฉัยผิด วินิจฉัยล่าช้า แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความรับผิดชอบที่เดิมไม่ค่อยมี มันกลับมีเพิ่มขึ้นเต็มร้อย

เมื่อก่อนไม่เคยมีความคิดที่อยากจะกลับไปอ่านหนังสือ เพื่อที่จะทวนความรู้ของตัวเอง แต่เมื่อมาเป็นแพทย์ใช้ทุนผมกลับต้องอ่านหนังสือเพิ่มทุกวันเพื่อให้เกิดความผิดพลาดกับคนไข้ให้น้อยที่สุด แล้วก็รู้สึกมีความสุขแบบประหลาดทั้งๆ เป็นงานที่หนักมาก บางครั้งไม่ได้นอนสองวันสามวันแต่ก็ยังยิ้มได้ เดินมาทำงานที่โรงพยาบาลในทุกเช้าอย่างมีความสุข จริงๆ ชีวิตอาจต้องการความสุขแค่นี้นะครับ

ตอนใช้ทุน ต้องทำงานทุกแผนก แต่ทำไมถึงเลือก ER

จริงๆ ตอนที่วนแผนกต่างๆ ผมรู้สึกว่าวอร์ดที่มันหนักๆ อย่างฉุกเฉิน ER หรือแผนกศัลยกรรม มันหนักแต่เราอยากจะไปทำงานทุกวันเลย อยากตื่นไปทำงาน อยากตื่นไปดูคนไข้ แต่พอผ่านวอร์ดที่สบาย มันสบายแต่เราไม่อยากจะทำงานเลย เลยรู้สึกว่าตัวเองอาจจะชอบงานที่มันหนักจริงๆ หลังจากใช้ทุนปีแรกผมจึงเลือกประจำที่แผนกศัลยกรรมของโรงพยาบาล 2 ปี ตอนนั้นทำงานหนักมาก กินนอนอยู่ในโรงพยาบาลเลย

ตอนนั้นผมคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว ดูแลเคสหนักๆ ได้ เวลาน้องๆ แพทย์ใช้ทุนอยากปรึกษาก็สามารถโทรหาผมให้มาช่วยดูเคสได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ผมทะลุกำแพงไม่ได้นะครับ ได้แต่วิ่งหรือบางครั้งก็ปั่นจักรยานมาดูคนไข้ (ยิ้ม)

มีอยู่วันหนึ่งที่ผมอยู่เวรห้องฉุกเฉิน มีเคสคุณป้าเข้ามาห้องฉุกเฉินตอนเวลาประมาณตี 2 เขาใจสั่นมา คลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ ความที่ตอนนั้นเราคิดว่าเราเก่ง แต่เราเก่งเฉพาะบางเรื่องเท่านั้น เรารักษาคุณป้าคนนี้ไม่ได้ สักพัก ความดันป้าก็ต่ำลง ผมนี่หน้าซีดเลย รีบโทรไปปรึกษาอาจารย์เพื่อขอคำแนะนำ โชคดีที่คุณป้าไม่เสียชีวิตแต่ก็ต้องแอดมิดที่ ICU ผมนี่ซึมไปหลายวันเลย รู้สึกแย่มากที่เรารักษาคนไข้คนนี้ไม่ได้

ตั้งแต่วันนั้นเราสัญญากับตัวเองว่า เราจะต้องเป็นหมอฉุกเฉินที่เก่งให้ได้และขอยืนอยู่ในห้องฉุกเฉินด้วยความมั่นใจ ต้องไม่มีคนไข้ที่เข้ามารักษาแล้วอาการแย่ลงด้วยมือของเราอีกต่อไป นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผมเลือกเรียน ER

แล้วก็มาเรียนต่อด้านนี้ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี?

ตอนนั้นผมดูซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่อง ‘Code Blue’ เรื่องของหมอฉุกเฉินที่บินไปกับเฮลิคอปเตอร์เพื่อรักษาคนไข้นอกโรงพยาบาล ผมไปซื้อซีดีเรื่องนี้มาดู ดูวนไปวนมา แล้วก็เอาหน้าปกของซีรีส์เรื่องนี้มาให้อาจารย์ในห้องสัมภาษณ์แล้วก็บอกอาจารย์ที่รามาฯ ไปว่า

“อีก 3 ปี ผมอยากเป็นอย่างพระเอกในรูปนี้ อาจารย์ช่วยกรุณารับผมไปเรียนหน่อยนะครับ”

คุณหมอบอกว่าเป็นคนโลกส่วนตัวสูง แต่มาเป็นหมอ ER ที่ต้องอยู่กับความเป็นความตาย แล้วต้องสื่อสาร แจ้งข่าวดีและร้ายกับญาติ มันอาจจะดูขัดกัน?

มันเป็นฟีลความเป็นหมอมั้งครับ ที่มันหล่อหลอมบอกเราว่าเป็นหน้าที่ที่เราต้องทำ เรื่องส่วนตัวของเราเราก็เก็บไว้ในโลกของเราอยู่แล้ว

แล้วในซีรีส์ หมอเป้ง (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) เป็นหมอที่ดุตลอดเวลา และดุกับทุกคน คุณหมอเป็นแบบนี้เลยไหมคะ

ย้อนกลับไปสัก 2-3 ปีที่แล้ว ก็จะเป็นทำนองนั้น คือจริงๆ ต้องเล่าให้ฟังตอนก่อนที่แกรมมี่มา workshop พอดีมีเคสจริงๆ เข้ามา เป็นเคสมอเตอร์ไซค์ accident นอกโรงพยาบาล แล้วผมก็สั่งไว้ว่าถ้ามีเคสให้ผมออกไป ผมจะพาซันนี่ออกไปด้วยเลย เพื่อที่จะให้เขาเห็นว่าจริงๆ มันเป็นยังไง

เวลาเคสฉุกเฉินมันต้องการคำสั่งที่เด็ดขาดแล้วมันพลาดไม่ได้ นอกโรงพยาบาลถ้าเราไม่มืออาชีพสักอย่าง คนก็จะเห็นและถ่ายรูปไปได้ ทุกอย่างจึงต้องเป็นมืออาชีพและเด็ดขาด วันนั้นเลยบอกให้ซันนี่ยืนดู เขายืนดูสิ่งที่ผมทำแล้วก็ให้ดูแบบ ดูวิธีการพูดเบาๆ นิ่งๆ แต่เด็ดขาด

ส่วนตัวคุณหมอ ความสนุกและความท้าทายในงาน ER มันอยู่ตรงไหน

ER คือภาวะฉุกเฉินทั้งหมด คือทำให้คนไข้ที่ควรจะตายไม่ตาย อะไรที่เป็นภาวะที่จะตายแล้วฟื้นชีพขึ้นมานั่นคือหน้าที่ของหมอ ER อะไรที่ทำให้เขาพิการเราต้องช่วยให้เขาไม่พิการนี่คือ ER

เมื่อไหร่ก็ตามที่เดินเข้ามาใน ER เตียงเต็มไปหมดเลย มันเป็นเหมือนสมรภูมิของเราที่ต้องมาจัดการให้มันเคลียร์ก่อนลงเวรให้ได้ ถ้าวันไหนก็ตามที่ ER โล่ง คนน้อยๆ จะรู้สึกว่าทำอะไรดีนะ ผมชอบความชาเลนจ์ ชาเลนจ์ตัวเองว่าเราต้องทำให้มันเคลียร์ให้ได้ โล่งให้ได้ หรือว่าให้ดีขึ้นให้ได้ในเวรของเรา แต่ว่าสิ่งสำคัญก็คือความสุข คือ คนไข้หายได้แอดมิด คนไข้ดีขึ้นไม่เสียชีวิต ปั๊มหัวใจขึ้น ER โล่งขึ้น ทุกคนแฮปปี้ เรากลับบ้านเรามีความสุข

เหมือนเราเริ่มต้นวัน พร้อมชาเลนจ์ใหม่ทุกๆ วัน

ที่รามาฯ เหมือน ER จะหนักที่สุดในประเทศไทย ทุกคนอยากมารามาฯ เคสหนักๆ ก็จะอยู่ที่นี่ครับ

ผมชอบงานที่ขยับตลอด ผมมาใน ER 8 โมงเช้าดูนาฬิกาอีกที 4 โมงเย็น มันเร็วมากผมชอบ ถ้าทำงานอื่นที่นั่งๆ ดูๆ ผ่านไปซักชั่วโมงนึงมันนานมาก รู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเอง

ด้วยความเป็น ER ตัดสินชีวิตตลอดเวลา ส่งผลกระทบอะไรต่อตัวคุณหมอบ้างไหมคะ

ด้วยประสบการณ์ที่มากกว่าของเรา เราเป็นคนที่ดุคนอื่นเยอะ พูดเสียงดังใส่พยาบาล ไม่พอใจที่ทำนู่นทำนี่ช้า แต่พอเราโตขึ้น จะเริ่มรู้สึกว่าการให้ใจคนมันสำคัญ การทำให้คนรอบข้าง touch เรา เชื่อใจ เชื่อในฝีมือเรา พร้อมที่จะลุยไปกับเรา มันทำได้ยากกว่า แต่ถ้าทำได้มันจะทำให้เราทำงานง่าย ทำได้ดีขึ้น และเกิดข้อผิดพลาดน้อยลง ผมจึงเลิกดุพยาบาล พยายามดึงเขาให้มาเป็นพวกของเราให้ได้ แล้วงานก็จะประสบความสำเร็จ

เคยทำคนไข้เสียชีวิตไหมคะ

เป็นเรื่องปกติจริงๆ ของทุกคน มันจะเป็นภาพจำที่ทุกคนต้องมีการรักษาผิดพลาดอยู่แล้ว ซึ่งคนไข้บางคนก็มีโอกาสเสียชีวิตสูงอยู่แล้ว ถ้าหมอคนอื่นมาดูอาจจะเสียชีวิตช้าลง แต่บางคนที่รักษาผิดพลาดก็มี แต่ประเด็นคือเราต้องรู้ตัวว่าเราผิด แต่มีหมออีกหลายๆ คนที่ไม่รู้ว่าตัวเองผิดพลาด และเชื่อว่าเป็นอาการที่เขาจะตายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหมอที่ทำคนไข้เสียชีวิตแล้วรู้ว่าเป็นความผิดพลาดของเรา ผมว่าอันนี้ดีด้วยซ้ำ เพราะว่าจะได้ไม่มีคนเสียชีวิตแบบนี้อีกในเคสต่อไป

คุณหมอรับมือเคสแรกที่เสียชีวิตอย่างไร

อาจจะมีซึมๆ ไป คิดมากแล้วก็มีความคิดมาวนอยู่ในหัวไปสักระยะหนึ่ง จนสักพักมันจะหลุดออกไปเอง

อะไรคือความคิดที่วนอยู่ในหัว

คิดว่าน่าจะเก่งกว่านี้ รู้เรื่องมากกว่านี้ น่าจะโทรไปบอกคนโน้น คนนี้ก่อน ถามคนนี้ก่อน วนไปวนมา ถ้าเราย้อนเวลากลับไปได้เราจะไม่ทำแบบนี้ สิ่งสำคัญคือ มีเคสใหม่เข้ามา เราจะไม่กลับไปอยู่จุดเดิมแล้ว ต้องรู้สึกว่าอย่างน้อยเขาก็เป็นอาจารย์ให้เราคนหนึ่ง

แล้วเราจะให้อภัยตัวเองยังไงหรือว่าผ่านมันไปได้อย่างไร

มีหลายคนที่ผ่านมันไปไม่ได้ ต้องไปคุยกับหมอจิตเวช เพื่อนผมก็มี มีหมอหลายๆ คนที่เป็นแบบนี้แล้วต้องลาออก เพราะไม่สามารถปรับความคิดตัวเองได้ ยังกังวลอยู่กับความผิดพลาด แต่สำหรับผมคือการพาตัวเองไปที่ที่มันยุ่งๆ คิดเยอะๆ และบอกตัวเองว่าต้องไม่ก้าวผิดพลาดซ้ำเหมือนเดิม ต้องทำให้คนไข้รอด มันจะได้มากลบความรู้สึกเดิม ถ้าเราไปอยู่ที่ที่ว่างเยอะๆ เราจะรู้สึกอมทุกข์

ที่สำคัญ เราต้องกลับไปวิเคราะห์ทุกอย่าง ดูความผิดพลาดตัวเอง แล้วเราก็เติมเต็มจุดนั้นที่มันขาดหาย ไม่อย่างนั้นจะไปต่อไม่ได้

คิดว่าเลือกผิดแผนกไหม

ไม่เลย เป็นแผนกที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตผมแล้วครับ

คุณหมอดูซีรีส์แล้วรู้สึกอย่างไรคะ

จริงๆ ผมรู้สึกสงสารหมอเป้งนะ ถ้าเกิดดูทั้งเรื่องเขาเป็นคนดี ทุกอย่างที่เขาทำมีเหตุผลของเขาเอง

หรือเวิร์ดดิ้งบางอย่างในซีรีส์ จริงๆ มันมีเยอะกว่านี้ เช่น สมัยก่อน นักศึกษาแพทย์มีคำพูดที่ว่า “ไม่มีการเจ็บปวดก็จะไม่มีการเรียนรู้” ผมก็โดนแบบ “รู้แค่นี้ มึงไปกระโดดตึกเลยไป” หรือ “ชาติหน้าค่อยกลับมาเรียนใหม่” ซึ่งมันก็แรงไป อย่าง “CPR ง่ายๆ แบบนี้ถ้าทำไม่ได้ก็ไปถอดชุดกาวน์ซะ” ผมก็เคยโดนด่ามาก่อนหรือโดนไล่ไปเรียนใหม่มันเป็นคำพูดของหมอสมัยก่อน

แต่พอถึงรุ่นผม ผมพูดแบบนี้ไม่ได้ เด็กเป็นคนละเจนฯ แล้ว พูดตรงๆ แบบนี้ไม่ได้

แล้วคุณหมอพูดแบบไหนเพื่อให้เข้าใจ ใน message เดียวกัน

เช่น ถ้าเป็นพ่อแม่หมอ หมอจะทำยังไง ถ้าพ่อแม่หมอถูกรักษาด้วยคนที่มีความรู้เท่าหมอ หมอจะทำยังไงจะโอเคไหม หรือถ้าเขามาสาย ก็จะพูดว่า ถ้าคนไข้ที่นอนรออยู่เป็นพี่น้องเรา หมออยากให้หมอคนอื่นมาตรงเวลาไหม

แล้วคำที่บอกว่าชีวิตคนที่มา ER คือ 0 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าหมอช่วยมันก็จะเท่ากับ 1 เปอร์เซ็นต์

ผมเคยพูดกับนักศึกษาที่นี่แหละครับ ตอนนั้นน่าจะเป็นเคสที่ต้องมีการปั๊มหัวใจ มีคนอยู่เยอะ แล้วก็เสียชีวิตมานานพอสมควรแล้ว ในทีมถามผมว่าควรหยุดไหมเพราะว่าปั๊มมานานแล้ว

ผมก็เลยบอกไปว่าถ้าหยุดไปก็เป็นศูนย์นะ เราควรรอสักหน่อยไหม เราลองปั๊มหัวใจสักห้าหรือสิบนาทีดูว่าเขาจะมีการตอบสนองไหม แต่ถ้าเราหยุดปั๊มตอนนี้ก็เท่ากับ 0 เปอร์เซ็นต์

ตอนนั้นญาติของเคสนี้อยู่ด้วย ถ้าเราไม่ทำอะไรแล้วเอาผ้าปิดหน้าเขาเลย เราจะต้องนึกถึงจิตใจญาติด้วยนะ เขาจะรู้สึกว่าเราไม่ทำอะไรให้เลย แต่ถ้าอย่างน้อยเราช่วยปั๊มหัวใจไปสักระยะให้มันมีโอกาสที่จะเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ก็ได้นะ ดีกว่าไม่ทำอะไร  อย่างน้อยญาติเขาก็จะได้เห็นว่าเราช่วยเต็มที่นะ

คิดว่าคุณหมอกับหมอเป้งเหมือนกันมากแค่ไหน

เรื่องบุคลิกเรื่องงาน ก็น่าจะซัก 80-90 เปอร์เซ็นต์ เรื่องส่วนตัวจริงๆ ผมก็เคยมีแฟนแล้วห่างกับแฟน แล้วเอางานมาอ้าง ก็คงเหมือนกันมั้งก็คือคบกับแฟนมาแต่มันก็ประสบปัญหา เราพยายามเอางานมาอ้าง ไม่ค่อยได้เจอกัน

เพราะงานเป็นเหตุผลที่หนักแน่น?

(พยักหน้า) แล้วพอเลิกกัน ก็จะรู้สึกว่าสูญเสียเหมือนกัน คล้ายๆ กัน

ตอนนี้ก็มีคบๆ คุยๆ เลิกๆ เดี๋ยวนี้หมอเป็นโสดเยอะ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ชีวิตโสดมันรู้สึกอิสระดี

ด้วยหน้าที่การงานเกี่ยวไหมคะ

เราทำงาน 8 ชั่วโมง ยังเหลืออีก 16 ชั่วโมงที่เรายังทำอะไรก็ได้ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันครับ มันคงเป็นไลฟ์สไตล์ ผมเพิ่งรู้สึกได้จากการดูเรื่องนี้ว่า เวลาเราชอบใครสักคนความเป็นตัวเองมันจะถูกถอดออกมาอัตโนมัติ แล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่เราพร้อมลดความเป็นตัวเองเพื่อเขา นั่นคือเราชอบเขาจริงๆ แต่ผมอาจจะยังไม่รู้สึกแบบนั้น