ออกจากป้อม ROV มานั่งล้อมวงเล่นดนตรีพื้นเมือง

  • การเดินทางของเยาวชนกลุ่มโครงการอนุรักษ์และสืบสานดนตรีพื้นบ้าน บ้านห้วยโป่งสามัคคี อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เริ่มศึกษาดนตรีพื้นบ้านเพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่เมื่อศึกษาลงลึกแล้วพบว่าเป็นศาสตร์ที่ยากเกินคาดคิด
  • ไปต่อหรือล้มเลิก ทุกการเดินทางเกิดคำถามนี้ ระหว่างทางที่ต้องตัดสินใจต่างหาก คือองค์ความรู้ที่เกิดขณะล้มลุกคลุกคลาน
  • คุณูปการของโครงการ คือการเรียนรู้นอกห้องเรียน กับครูธรรมชาติหรือปราชญ์ชุมชน

เรื่อง/ภาพ: พัชรี ชาติเผือก

ถ้าจะบอกว่าเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ คือลมหายใจของวัยรุ่น ก็คงต้องรวม เกม ROV เข้าไปอีกหนึ่งอย่าง ในฐานะ ‘ทักษะ’ สำคัญของเด็กในศตวรรษที่ 21 ที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่อาจจะต้องปรับความเข้าใจกันหน่อย

เรื่องราวของเยาวชนโครงการอนุรักษ์และสืบสานดนตรีพื้นบ้าน บ้านห้วยโป่งสามัคคี อำเภอลี้ จังหวัดลำพูนก็มีเส้นเรื่องคล้ายกัน แต่จุดพลิกผันของเรื่องอยู่ที่ ‘เสียงตามสายจากวิทยุชุมชน’

สิ้นเสียงประกาศตามสายจากผู้นำชุมชนที่ดังทั่วหมู่บ้านในครั้งนั้น คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเขา บอล-กรีฑาพล วงศ์ษายะ, ลีโอ-ธนภัทร ใจทัน, อายตา-ธีราภรณ์ ตันคำ และ ณัฐ-ณัฐพล ต่อกัน ตัวแทนก้าวออกมาจากโลกของ ROV มาเข้าร่วมกิจกรรมตามนัดหมาย มีเยาวชนกว่า 30 ชีวิตมาร่วมกันคิดและทำโครงการเพื่อชุมชน

และนี่คือจุดเริ่มต้นการรวมตัวกันของพวกเขาภายใต้โครงการอนุรักษ์และสืบสานดนตรีพื้นเมือง

ดนตรืพื้นเมืองเรื่องง่ายๆ ใครก็เล่น….เหรอ

หลังแม่ครูทองดีประกาศว่า โครงการปลุกจิตสำนึกสร้างพลังเสริมศักยภาพเยาวชนเมืองลำพูนกำลังจะเปิดรับสมัคร แม่ครูทองดีถามเอากับเด็กกลุ่มนี้ว่า อยากเริ่มทำอะไรกับชุมชนดี?

หลังช่วยกันระดมความคิด เด็กๆ จึงได้ข้อสรุปออกมา 3 เรื่องคือ ป่า จักสาน และดนตรีพื้นเมือง ข้อสรุปมาลงเอยที่ข้อสุดท้าย ลีโออธิบายเหตุผลว่าเพราะต้องการ ‘อนุรักษ์ดนตรีพื้นเมือง’ ให้อยู่คู่กับชุมชนบ้านห้วยโป่งสามัคคี และเพราะแกนนำส่วนใหญ่มีพื้นฐานการเล่นดนตรีไทยประกอบกับรู้จักครูผู้รู้ ไม่น่าจะยากถ้าคิดจะทำเกี่ยวกับเรื่องดนตรีพื้นเมือง เพื่อนำไปสอนน้องๆ ในชุมชนต่อได้

“ครูที่โรงเรียนท่านหนึ่งซึ่งเคยสอนดนตรีพื้นเมืองเกษียณออกไปแล้ว จึงไม่มีคนสานต่อเรื่องนี้ เราเลยอยากฝึกดนตรีพื้นเมืองให้ชำนาญขึ้นจะได้สอนน้องๆ ในชุมชนต่อได้ รวมทั้งพวกเราเองก็เล่นดนตรีพื้นเมืองกันอยู่แล้ว แค่มาพัฒนาทักษะเพิ่มสักหน่อยก็ไปสอนน้องๆ ได้” ลีโอธิบาย

หลังได้กำลังคนและเรื่องที่จะทำแล้ว ทั้งหมดเริ่มจึงเริ่มตีป้อม! ออกตามเก็บข้อมูลผู้รู้ด้านดนตรีพื้นเมืองที่มีอยู่ในชุมชน

“ก่อนลงพื้นที่ พวกเราประชุมชี้แจงกับผู้นำก่อนแล้วจึงทำแผนที่ชุมชนสำหรับใช้เป็นข้อมูลในการลงพื้นที่ เสร็จแล้วก็ลงไปสัมภาษณ์ผู้รู้เก็บรวบรวมข้อมูลว่าแต่ละหมู่บ้านมีใครเล่นดนตรีชนิดไหนบ้าง” บอลเล่าขั้นตอนการทำงานในช่วงที่ผ่านมา

เล่นดนตรีพื้นเมืองอะไร ทำไมถึงชอบดนตรีพื้นเมือง เล่นมาแล้วกี่ปี ใครสอนเล่น มีการสืบทอดการเล่นให้ใครบ้าง? เหล่านี้เป็นคำถามที่พวกเขาออกแบบสำหรับสอบถามผู้รู้ครูดนตรี พวกเขาเวียนกันเข้าบ้านนั้นออกบ้านนี้อยู่ร่วมอาทิตย์จึงสืบค้นข้อมูลครบทุกบ้าน ผลลัพธ์คือได้รู้จักกับผู้รู้เรื่องดนตรีพื้นบ้านในชุมชนราว 11 คน ช่วยกันถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่อง ซึง สะล้อ ขลุ่ย ฉิ่ง ฉาบ กลอง กรับไม้

เมื่อสิ่งที่หวัง ไม่ได้มาง่ายอย่างที่คิด!

‘บ้านพ่อตา’ คือจุดนัดพบระหว่างนักเรียนวัยโจ๋ อย่างณัฐ ลีโอ บอล อายตา และก๊วนเพื่อนกับครูสอนดนตรีพื้นเมือง เพื่อเข้ามาขอเรียนรู้กับพ่อตาครูสอนซึง

“วันที่เราไปจะมีพ่อครูแต่ละชนิดเข้ามาสอนเรา เราเรียนอยู่หลายวันเหมือนกัน พ่อครูก็จะสลับกันไปมาแล้วแต่ว่าใครว่างมาสอน แต่เราจะยึดสถานที่เรียนที่บ้านพ่อตาเป็นหลัก เลือกกันว่าเราอยากเรียนเครื่องดนตรีอะไรแล้วครูจะเล่นให้เราดู” บอลอธิบายภาพบรรยากาศให้ฟัง

“โคตรยากเลย ไม่เหมือนที่ครูในโรงเรียนสอนตอนเด็กๆ ซึ่งมันง่ายกว่านี้ อันนี้โคตรยากเลยฮะ สมมุติว่าเล่นเพลงเดียวกัน วิธีเล่นจะไม่เหมือนกัน ถ้าการเล่นที่โรงเรียนจะให้เสียงนิ่งๆ ธรรมดาๆ แต่วิธีการของพ่อครูจะเพิ่มเทคนิคเข้าไปด้วย ความพลิ้วของทำนองเหมือนการเล่นลูกคอ สนุกก็จริงแต่ว่ายากเหมือนกัน” โอเล่บ่นอุบเมื่อถามถึงผลของการลงไปเรียนกับครูในวันนั้น

บอลเล่าต่อว่า “ผมเคยลองแกะทำนองเพื่อเล่นเองแต่แกะไม่ได้ และตอนแรกคิดว่าต้องเล่นแบบดูโน้ต แต่พ่อครูจะสอนแบบไม่มีโน้ต พ่อครูเล่นให้เราดูว่าเล่นยังไงแล้วให้เราเล่นตามไปเลย อาศัยดูและจำเอาว่านิ้วกดตรงไหน ช่วงแรกๆ เล่นไม่เป็น เล่นไปมั่วๆ สัก 2-3 วันถึงจะเริ่มได้”

พ่อครูจะประจำเครื่องดนตรีแต่ละชนิดและนั่งอยู่กลางวง จากนั้นเริ่มบรรเลงดนตรีให้กับทีมงานดู ทีมงานมีหน้าที่ดูตามพ่อครูแต่ละชนิด เล่นไปหยุดไปเพื่อบอกตัวโน้ตให้กับทีมงาน แล้วเริ่มบรรเลงพร้อมกันอีกที ทำแบบนี้เรื่อยๆ จนทีมงานเล่นตามได้

ทุกอย่างดูผิดแผนไปจากที่วางไว้ในตอนแรกที่คิดว่าเป็นเรื่องง่าย เพราะมีพื้นฐานการเล่นดนตรีกันมาก่อน แต่เมื่อมาเรียนกับครูดนตรีพื้นเมืองจริงๆ ทีมงานถึงขั้นอึ้งกันยกทีม แต่อาศัยทักษะที่ตัวเองพอมีติดตัว ประกอบกับความเป็นคนช่างสังเกตค่อยๆ ดูนิ้วที่กดเครื่องเล่นแต่ละสาย จับเสียง จับสำเนียงการเล่น ค่อยๆ ฝึกฝนไปจนพอได้ในระดับหนึ่ง

เหนื่อย ท้อ หัวร้อน เรื่องซับซ้อนของวัยรุ่น

ความท้อใจบังเกิดเมื่อพบว่าการเล่นดนตรีพื้นเมืองนั้นซับซ้อนและยากกว่าที่คิด ยิ่งเล่นไม่ได้ยิ่งหัวร้อน จากที่เคยมีสมาชิกราว 15 คนในตอนแรก นานวันเข้าก็เริ่มทยอยหายไป ทุกอย่างดูไกลจากภาพฝันในตอนแรก พวกเขายอมรับว่าเคยคิดที่จะหยุดทำโครงการ

“ช่วงหนึ่งเรามาประชุมกันว่าจะทำต่อหรือว่าจะยกเลิกดี เพราะมีปัญหาหลายอย่างเข้ามา ทั้งการที่เพื่อนๆ ที่ไม่ค่อยให้ความร่วมมือ นัดแล้วไม่มา แถมช่วงนั้นบอลประสบอุบัติเหตุจากการเล่นฟุตบอลจนต้องหยุดพักไปเกือบ 2 เดือน แต่สุดท้ายเราก็กลับมาทำต่อ เพราะเราทำกันมาเกือบครึ่งทางแล้ว” ลีโอและอายตาพรั่งพรูปัญหาที่พวกเขาเจอในตอนนั้นให้ฟัง

ออม-สุจิตรา ไชยคำ เล่าเสริมต่อว่า “วันนั้นลุงหนานป๋อง-ประพันธ์ สังข์ป้อม ถามว่าจะไปต่อไหม ลุงหนานป๋องบอกว่า ‘ถ้าเป็นลุง ลุงจะไปต่อ เพราะทำมาแล้วก็ทำไปให้สุด’ พอได้ยินแบบนั้นเราเลยก็ไล่ถามเพื่อนทีละคนว่าใครอยากไปต่อบ้าง เสียงส่วนใหญ่บอกไปต่อก็เลยทำมาจนถึงตอนนี้”

นอกจากเพื่อนในทีมจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือ อีกหนึ่งปัญหาใหญ่สำหรับพวกเขาคือเรื่องของการเล่นดนตรีพื้นเมืองที่ไม่มีตัวโน้ต ต้องอาศัยความจำและใจรักเท่านั้นถึงจะช่วยได้

“เวลาเราเล่น แล้วเราตามครูไม่ทัน เล่นไม่ได้ ตอนนั้นหัวร้อนมาก โมโหตัวเองว่าทำไมเล่นไม่ได้สักที เวลาโมโหมากๆ ก็จะเลิกเล่นเลย ไปหาอย่างอื่นทำก่อนให้เย็นลงแล้วค่อยมาเล่นใหม่ ถ้าอันไหนเล่นไม่ได้จริงๆ ก็จะไม่เล่น อาศัยว่า จังหวะไหนที่เราเล่นได้ค่อยเข้าไปเล่น” โอเล่หนุ่มหัวร้อนบอกเล่าช่วงจังหวะที่ตัวเองพยายามจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง ณ ตอนนั้น

ขณะที่บอลกลับบอกว่า เขารู้สึกสนุกและชอบที่ได้มาเล่นกับผู้รู้ แต่ก็แอบไม่ชอบตรงที่มันจำยาก แต่ถ้าเล่นแล้วลองกลับมาแกะเป็นโน้ตของตัวเองได้ก็น่าจะสนุกกว่านี้เพราะจำโน้ตได้แล้ว

จากเดิมที่เคยตั้งเป้าไว้ว่าจะเรียนและเล่นดนตรีให้คล่อง เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปถ่ายทอดให้กับน้องในชุมชนที่สนใจต้องหยุดชะงักลง เหลือเพียงตั้งใจฝึกฝนตัวเองให้ชำนาญกับท่วงทำนองของดนตรีพื้นเมืองแล้วจึงค่อยวางแผนกันต่อในอนาคต

เรียนเล่นเรียนรู้

ถึงวันนี้ ภาพฝันกับความเป็นจริงจะดูอีกยาวไกล แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาได้คือความผูกพันระหว่างทีมและครูผู้รู้ แม้ว่าภาพของพี่สอนน้องเล่นดนตรีพื้นเมืองจะยังไม่เกิดขึ้น

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ ภาพของเยาวชนกลุ่มหนึ่งในชุมชนที่มานั่งล้อมวงกับผู้สูงอายุในชุมชน บรรเลงดนตรีพื้นเมืองด้วยความรอยยิ้มและความหวัง

นี่คือภาพที่เกิดขึ้นแล้วในวันนี้ อย่างที่ลีโอบอกกับเราสั้นๆ ง่ายๆ ว่า

 “ม่วน ม่วนตรงที่เล่นแล้วมีความรู้สึก เวลาเศร้าเราจะอินไปกับดนตรี นอกจากความรู้สึกขณะเล่น ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้รู้ก็พัฒนาขึ้น จากที่บางคนไม่เคยรู้จัก บางคนรู้จักแต่ก็ไม่เคยทักทายกัน เดี๋ยวนี้เวลาขับรถสวนกันก็พูดจาทักทาย รู้สึกดีมากเลยครับ”

ส่วนบอลยังแน่วแน่กับการแกะโน้ตดนตรีพื้นเมืองเพราะมีเป้าหมายในใจว่า สักวันเขาจะต้องแกะโน้ตเหล่านี้ให้ได้

“คิดว่าจะลองแกะโน้ตที่พ่อครูเขาสอนมาดูก่อนครับ แต่ถ้ายากกว่านี้ก็ไม่เอาแล้ว ผมตั้งเป้าไว้ว่าอย่างน้อยก็ขอให้ตัวเองเล่นได้เก่งขึ้น เล่นแบบพ่อครูได้ แค่นั้นก็พอใจแล้ว ส่วนการสอนน้องได้ก็ถือว่าเป็นกำไร”

ด้านณัฐแม้จะไม่ค่อยพูดสักเท่าไหร่ แต่เมื่อถามถึงความรู้สึกของการได้เข้ามาเล่นดนตรีพื้นเมือง ณัฐก็สะท้อนว่า ดนตรีที่ตัวเองชอบมากที่สุดคือกลองสองหน้า

“แต่ก่อนผมเล่นซึง แต่ไม่มีใครตีกลองก็เลยต้องไปเล่น พอไปเล่น เรารู้สึกว่าการตีกลองทำให้เรานิ่ง จดจ่ออยู่กับการกำกับจังหวะ เลยรู้สึกชอบเครื่องดนตรีชนิดนี้”

แม้จะไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ก่อนเริ่มโครงการ แต่การเรียนรู้ระหว่างทางที่พวกเขาได้เรียนรู้นั้นสำคัญยิ่งกว่า ความผูกพันของคนสองวัย รอยยิ้ม เสียงหัวเราะของผู้สูงอายุที่เกิดจากกลุ่มเยาวชนนี้คือเครื่องการันตีว่า ชุมชนแห่งนี้ยังมีความหวัง อย่างน้อยๆ จากเดิมเสาร์อาทิตย์ที่พวกเขาเคยนั่งอยู่แต่ในบ้าน จ้องแต่จะตีป้อม ก็เปลี่ยนมาเป็นตีกลอง ซ้อมดนตรีพื้นเมืองแทน