6 เหตุผลไม่ควรสอบเข้า ป.1 กับ 3 คำอธิบายไม่สอบแล้วจะให้ทำอย่างไร

  • เสวนาโต๊ะกลม ‘ทำไมเด็กอนุบาลจึงไม่ควรสอบเข้า ป.1’ บันทึกความเห็นทางวิชาการต่อร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. .… ส่งต่อให้ สนช. พิจารณาต่อไป
  • บันทึกเนื้อหาและข้อเท็จจริงหลักในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ และตอบคำถามว่าทำไมจึงควรยกเลิกการสอบเข้า ป.1
  • ลำพังการสอบไม่ใช่ประเด็นหลัก ทุกคนในวงเสวนาเห็นว่า กระบวนการทั้งก่อน ระหว่าง และหลังสอบต่างหากที่มีผลร้ายต่อการทำลายพัฒนาการเด็ก

เรื่องและภาพ: The Potential

หลังผ่านการทำประชาพิจารณ์จำนวน 4 ครั้งทั่วทุกภาค คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการและสาระสำคัญร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. .… จัดขึ้นโดยคณะอนุกรรมการเด็กเล็ก ในคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2562

อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ. กำลังอยู่ในวาระที่ 1 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดย สนช. แต่งตั้ง ‘คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. ….’ คณะหนึ่งเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านมาจากการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา การพิจารณาในวาระที่ 1 นี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญสามารถปรับแปลงเนื้อหาต่างๆ ได้ตามที่ที่ประชุมเห็นสมควร และเมื่อได้ข้อสรุปแล้วจึงส่งเข้าไปพิจารณาใน สนช. ต่อไป

อันหมายความว่า รายละเอียดหรือข้อกำหนดต่างๆ ที่จะถูกระบุเป็นกฎหมายบังคับจริง ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าอาจมีการเพิ่มเติมหรือลดทอนรายละเอียดขั้นปฏิบัติงานลงไป

เพื่อรวบรวม และบันทึกความเห็นทางวิชาการ ส่งต่อให้ทาง สนช. พิจารณา นักวิชาการด้านปฐมวัยจึงจัดเสวนาโต๊ะกลม ‘ทำไมเด็กอนุบาลจึงไม่ควรสอบเข้า ป.1’ ในวันที่ 15 มกราคม 2561 ณ ห้องศูนย์การเรียนรู้อเนกประสงค์ (Learning Auditorium) TK Park เซ็นทรัลเวิลด์

ผู้ร่วมสนทนามาจากผู้ทรงคุณวุฒิทุกสาขา ตั้งแต่จิตแพทย์เด็ก, กุมารแพทย์, นักการศึกษา, นักจิตวิทยา, ผู้บริหารท้องถิ่น, กลุ่มผู้ปกครอง และหน่วยงานอื่นๆ

ณ วันที่ข้อมูลทางวิชาการท่วมท้น, ความเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ผู้ปกครอง โรงเรียนอนุบาล และสังคม ให้ความเห็นทั้งบวกและลบ บางคอมเมนต์มาพร้อมข้อเสนอและช่วยตั้งคำถามที่สมควรนำไปทำงานต่อ

The Potential เข้าร่วมสังเกตการณ์และสรุปความในวงสนทนา ดังนี้…

ข้อเท็จจริงใน ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. …. มีอะไรบ้าง?

หลายคนรู้จักร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย ในหัวข้อ ‘การยกเลิกสอบเข้า ป.1’ แต่ประเด็นนี้เป็นเพียง ‘หนึ่งในสาระ’ ที่สำคัญของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ สาระสำคัญอื่นๆ ของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือ

1. เพื่อประกันสิทธิเด็กปฐมวัยว่าต้องได้รับการปกป้องคุ้มครอง ดูแลเรื่องพัฒนาการ และจัดการเรียนรู้ถูกต้องเหมาะสมตามช่วงวัยและธรรมชาติของเด็ก

  • ในแง่นี้หมายถึงการดูแลทั้งพัฒนาการร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และปัญญา รวมถึง EF (Executive Functions) กระบวนการทางความคิด (Mental process) ในสมองส่วนหน้า
  • รวมทั้งสิทธิของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ จำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม และประกันสิทธิการเรียนร่วมในชั้นเรียน

2. โดยเฉพาะสถิติเด็กปฐมวัยไทยมีพัฒนาการล่าช้าประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ‘ต่อเนื่อง’ มากว่า 15 ปี

3. นิยามช่วงวัยของเด็กปฐมวัยให้ชัด คือ ตั้งแต่แรกคลอด ถึง อายุ 8 ปี (0-8 ปี) ตามหลักองค์การสากล แบ่งการพัฒนาเป็น 4 ช่วง คือ ช่วงก่อนคลอด, แรกเกิด-ก่อนอายุ 3 ปี, ช่วง 3-6 ปี และ 6-8 ปี

  • ซึ่งช่วง 6-8 ปี ตามการจัดการเรียนการสอนในไทย เป็นรอยต่อระหว่างอนุบาล และ ประถมศึกษา จึงต้องมีการจัดการเรียนรู้ในช่วงรอยต่อนี้ให้ต่อเนื่องและราบรื่น กล่าวให้ง่ายก็คือ ในช่วงประถมศึกษาปีที่ 1 และ 2 ยังต้องมีการจัดการศึกษาแบบปฐมวัยอยู่

4. ประกันว่าการพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานตั้งแต่ สาธารณสุข การศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการพัฒนาครอบครัว ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเหมือนที่แล้วมา

  • เช่น การดูแลสวัสดิการตั้งแต่แม่ตั้งครรภ์ (ปกติอยู่ในการดูแลของสาธารณสุข เพราะเป็นเรื่องสุขภาพ) แต่การดูแลคุณแม่มีครรภ์และครอบครัว จำเป็นต้องดูแลด้วยความรู้ความเข้าใจของการพัฒนาปฐมวัยตั้งแต่ตอนนี้ (ซึ่งก็คือการกลับไปที่นิยามปฐมวัย อายุ 0-8 ปี นั่นเอง)
  • รวมทั้งการส่งต่อข้อมูลสาธารณสุข ข้อมูลสุขภาพของเด็ก ให้กับครูปฐมวัย (ส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงาน)
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดหาความรู้ ส่งต่อความรู้เรื่องการวางแผนครอบครัว การตั้งครรภ์คุณภาพ และพัฒนาการเด็กปฐมวัย ทั้งจัดสวัสดิการหญิงตั้งครรภ์อย่างเหมาะสม

5. เพื่อให้ประเด็นเบื้องต้นทำงานได้จริง จึงกำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และให้มี ‘สำนักงานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย’ มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่เป็นหน่วยงานรัฐ แต่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ เชื่อมคณะทำงานในเชิงบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างๆ

6. เพื่อวางรากฐานและให้มั่นใจว่า สังคมไทยจะพัฒนาและเตรียมพร้อมบุคลากรของประเทศ พร้อมรับโลกในยุค disruption อย่างแท้จริง

ทำไมเด็กอนุบาลจึงไม่ควรสอบเข้า ป.1?

ตั้งแต่ต้นปี 2018 ในวงการผู้ปกครอง โรงเรียนอนุบาล และนักการศึกษามีข้อถกเถียงใหญ่เรื่อง จะมีการยกเลิกสอบเข้าป.1 จริงหรือไม่?, จะเป็นข้อบังคับในเชิงนโยบายหรือกฎหมายจริงหรือเปล่า? ถ้าใช่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งระบบจะทำอย่างไรกันดี

สุดท้าย ถ้าไม่สอบ… จะเอาอะไร?

“คำถามที่ว่า ‘ถ้าไม่สอบ จะเอาอะไร?’ ถือเป็นคำถาม fixed mindset หรือ การติดกรอบความคิดอย่างหนึ่งเลย” ผศ.ดร. ปนัดดา ธนเศรษฐกร จากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นในโต๊ะกลม

ขณะที่ ครูหวาน-ธิดา พิทักษ์สินสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัย อนุกรรมการเด็กเล็กในกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เห็นด้วยกับความเห็นนี้และชี้ว่า ประเด็นที่ว่าสอบหรือไม่สอบเข้าอนุบาล 1 เป็นการเบี่ยงหัวใจของเรื่อง คือพัฒนาการเด็กปฐมวัย

ความเห็นจากเสวนาโต๊ะกลม ประเด็น ‘ทำไมเด็กอนุบาลจึงไม่ควรสอบเข้า ป.1’ เห็นตรงกันว่า

ลำพังการสอบไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่กระบวนการทั้งก่อน ระหว่าง และหลังสอบต่างหากที่มีผลร้ายต่อการทำลาย ‘พัฒนาการเด็ก’ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรัง

หลักฐานคือการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยของไทยที่พบว่า กว่า 30 เปอร์เซ็นต์มีพัฒนาการล่าช้า และเป็นเช่นนี้ยาวนานกว่า 15 ปี

การยกเลิกสอบเข้า ป.1 จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้มีการจัดทัพขององค์ความรู้เรื่องปฐมวัย ที่ต้องร้อยโยงหลายประเด็นและหลายหน่วยงานอย่างที่กล่าวไปแล้วในหัวข้อแรก

เพื่อทำความเข้าใจ ตอบข้อสงสัยให้กระจ่าง คณะทำงานและผู้ร่วมเสวนาโต๊ะกลมมีความเห็นต่อการยกเลิกสอบเข้า ป. 1 ดังนี้

  • สมองถูกทำลาย: เพราะปฐมวัยควรเป็นวัยแห่งการตั้งหลักเรื่องความคิด อารมณ์ ทักษะในการใช้ชีวิต ความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างตัวเด็กและใครอื่น ความคิดที่มีต่อตัวเอง และอื่นๆ ที่กอปรเป็นสิ่งที่เรียกว่า ‘self’ จะถูกสร้างขึ้นในช่วงวัยนี้  หากช่วงเวลาที่เด็กควรให้ความสำคัญกับพัฒนาการทั้งสมองและร่างกาย ถูกนำไป ‘ฝึก’ ให้จำความรู้ทางวิชาการ เปรียบได้กับการทำให้ลูกสอบเข้าโรงเรียนได้ใน ‘วันนี้’ แต่ความเต็มพร้อมเพื่อศักยภาพอันสูงสุด หายไปใน ‘ระยะยาว’
  • ถูกชิงเวลาในการพัฒนาศักยภาพตามช่วงวัย
  • ละเมิดสิทธิเด็ก: ทั้งที่ประวัติศาสตร์งานปฐมวัยก่อตั้งขึ้นมาเพื่อปกป้องสิทธิเด็กปฐมวัย รับรองให้มีการส่งเสริมศักยภาพจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและตามช่วงวัยที่ถูกต้อง สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในเรื่องนี้คือ เด็กไม่มีโอกาสเลือกว่า เขาอยากสอบหรือไม่ เขาอยากสนใจ อยากเรียนรู้เรื่องอะไร
  • สร้างปมให้เด็กโดยไม่จำเป็น: ทั้งกรณีที่สอบได้ และสอบไม่ได้ ที่เด็กจะถูกปลูกฝังเรื่องการแพ้ชนะ นอกจากนี้ยังทำให้คลื่นความคาดหวังจากคนรอบข้างแผ่ไปถึงลูก ต้องถามกลับว่า ความเครียดในรูปแบบนี้ พวกเขาจำเป็นต้องเรียนรู้ในช่วงเวลานี้ไหม?
  • ต่อเนื่องจากประเด็นข้างต้นคือเรื่อง ความสัมพันธ์ในครอบครัว ทั้งความเครียด ความกดดันที่ส่งมาจากผู้ปกครองสู่ตัวเด็ก การให้ลูกใช้เวลาจำนวนมากไปกับครูกวดวิชา ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือผลต่อความคิดเรื่อง self ของเด็กเอง
  • ความเหลื่อมล้ำ แม้จะอยู่ในข้อสุดท้ายแต่ไม่ได้หมายความว่าสำคัญน้อยกว่า ข้อเท็จจริงของสังคมคือ โรงเรียนที่มีป้อมปราการเข้ายาก การแข่งขันสูง ผู้ปกครองที่มีความสามารถทางการเงินก็มีแต้มต่อเพื่อส่งลูกเรียนกวดวิชาสูงยิ่งขึ้นไป และปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองใหญ่ หากคนทำงานหลายคนเห็นต้องกันว่า แม้ในพื้นที่ห่างไกล การแข่งขันเช่นนี้ก็มีอยู่จริง

หากไม่สอบ จะคัดเลือกอย่างไร?

ในที่ประชุมเห็นตรงกันว่า การตอบคำถามนี้แบ่งเป็น คำตอบเบื้องต้น และ คำตอบระยะยาว

คำตอบเบื้องต้นคือ การคัดเลือกเด็กเข้า ป.1 ต้องสร้างสรรค์และมีความรู้ความเข้าใจเรื่องพัฒนาการ เช่น

หนึ่ง อาจใช้การคัดเลือกนี้เป็นโอกาสดีในการติดตามพัฒนาการที่ล่าช้าของเด็กและติดตามเพื่อพัฒนาได้ทัน

สอง การใช้พัฒนาการของเด็กเป็นตัววัด ในแง่นี้เป็นกลยุทธ์เพื่อก่อนถึงเวลาเข้าโรงเรียน พ่อแม่จะได้กลับไปเน้นฝึกและให้ความสำคัญกับพัฒนาการของตัวเด็ก

สาม จับฉลาก และเน้นให้เรียนที่โรงเรียนใกล้บ้าน (จะตอบคำถามข้อนี้ ในย่อหน้าถัดไป) การจับฉลากก็ต้องให้พ่อแม่จับ เพื่อผลทางจิตวิทยา กันเด็กไม่ให้ต้องเป็นผู้รับผิดชอบผลที่เกิดขึ้น แต่ให้ไปตกที่ผู้ปกครองแทน

ส่วนคำตอบระยะยาว นั่นก็คือการพัฒนาการศึกษาช่วงปฐมวัย

นักการศึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิช่วยกันแชร์ไอเดียในโต๊ะกลมว่า สิ่งสำคัญคือความรู้ทางวิชาชีพของครูปฐมวัย ซึ่งจำเป็นต้องเข้าใจความรู้ทางสมอง อารมณ์ และพัฒนาการของเด็ก พูดให้ถึงที่สุด ความรู้เหล่านี้ไม่ควรจบแค่อาชีพครูปฐมวัย แต่ต้องถูกให้ข้อมูลตั้งแต่ระดับครอบครัว ตอนที่คุณแม่ตั้งครรภ์ หรือที่เรียกว่า parent education

ท้ายที่สุดคือการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เท่าเทียม หรืออย่างน้อยที่สุด การเรียนการสอนในช่วงปฐมวัย ควรถูกปรับให้เสมอกัน ให้ตรงตามหลักพัฒนาการสมวัย

 ปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร

ปิดท้ายวงประชุม ปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร ผู้จัดการมูลนิธิสยามกัมมาจล ให้ความเห็นในเชิงตั้งคำถามว่า

‘โจทย์สำคัญของการเรียนรู้ในวันนี้ คือการเรียนรู้เพื่ออาชีพ หรือการเรียนรู้สู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์?’ เพราะถ้าเป็นอย่างหลัง -การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โจทย์ตั้งต้นหรือนิยามการเรียนรู้ในวันนี้ คงไม่ใช่การกวดขันความรู้ทางวิชาการ เพื่อที่ในอีก 20 ปีข้างหน้า เด็กในวันนี้จะมีสกิลหรือทักษะเหมือนกับที่หุ่นยนต์ในอนาคตจะทำได้

อย่างที่ครูหวาน กล่าวเช่นกันว่า “เราจะได้ไม่ฝึกเด็กให้เป็นพลเมืองที่ตกรุ่น”